(((ไพร่อุปทาน))) : พฤษภาทมิฬ ๒๕๕๓ : กงล้อประวัติศาสตร์แห่งความวิปโยค กับความวิปริตของสังคมไทยในยุค "นาย.ยก อภิสิทธิ์ชน" (ไตรภาค : ๑/๓)

  

 --- ๐ ---

 

" ...หลังเสียงปืนสงบลง พร้อมกับกระสุนนัดสุดท้ายได้พุ่งเจาะร่างกายอันเปราะบางของราษฏรไทยผู้เคราะห์ร้ายคนสุดท้ายล้มลง  "นาย.ยก" อภิสิทธิ์ฯ ก็ถือเป็นผู้นำเผด็จการทรราชย์ไทยอย่างเต็มขั้นไปโดยทันที ในฐานะเป็นผู้สั่งการ "สังหารหมู่ประชาชนกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลฯ" จนทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์นับพัน ๆ คน ต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก... "

 

(ไตรภาค) : พฤษภาทมิฬ ๒๕๕๓ : กงล้อประวัติศาสตร์แห่งความวิปโยค กับความวิปริตของสังคมไทยในยุค "นาย.ยก อภิสิทธิ์ชน"

บทวิพากษ์ : ไพร่อุปทาน
๑๗ กรกฏาคม ๒๕๕๓

--------------- ภาคแรก (๑/๓) ---------------

 

:: "นาย.ยก" ที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะเป็นผู้สั่งสังหารประชาชน ก็น่าจะเข้าใจกันได้ ?


ผลแห่งยุทธการล้อมปราบฯ ประชาชนของผู้นำเผด็จการไทย ในวันที่ทหารนับหลายหมื่นนาย ถูกสั่งการให้ "รุมสังหารหมู่ประชาชน" กลางเมืองหลวงอย่างสุดหฤโหด ป่าเถื่อนทั้งในรูปแบบและวิธีการ ไร้ซึ่งความปราณี ไม่น่าเชื่อว่า ยังจะมีผู้ปกครองของรัฐฯ ใด ในยุคแห่งโลกอารยะ จะกล้ากระทำทารุณกรรมต่อประชาชนผู้ถูกปกครองภายใต้อำนาจของตนเองอย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ไม่แคร์สายตาใครทั้งสิ้น

 

แต่ทว่า รัฐฯ ก็ยังคงกล้าที่จะประกาศความชอบธรรมบนกองเลือดประชาชนของตนเอง เยี่ยงทรราชย์จอมรักษาภาพลักษณ์  "อุปทานหมู่" คนไทย ผู้ที่ไม่เคยจะเท่าทัน "ปั่นหัว - ล้างสมอง" ด้วยหลักการทางจิตวิทยาง่าย ๆ ที่พื้นฐานที่สุด เพียงแค่ตระเตรียมวาทกรรมชวนหลงใหล น่าฟัง ดูสร้างสรรค์ ด้วยนัยยะเชิงบวก สไตล์ "วาทกรรมการเมือง" ที่ตนถนัดใช้มานับครั้งไม่ถ้วน ว่า "...นั่นเป็นเพียงยุทธการกระชับพื้นที่ เพื่อขอคืนความสงบสุขให้กับสังคมเท่านั้น..." จนดูคล้ายกับว่า การสั่งสังหารประชาชนกลุ่มหนึ่ง เพียงเพื่อต้องการให้เงียบเสียงลง ถือเป็นการคืนความสงบสุขชั่วนิรันดร์กาล ให้กับคนในสังคมอีกกลุ่มหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่ดี สุดแสนจะโรแมนติกของผู้ปกครองฯ ที่มีต่อประชาชนเสียเต็มประดา

 

 

:: เล่นง่าย ๆ แค่หัดรู้จักประดิษฐ์ประดอยร้อยเรียง เปลี่ยนคำเสียใหม่ "จากดำก็เป็นขาวแล้ว ?"


ทำวิกฤติให้พลิกเป็นโอกาสง่าย ๆ เพียงตวัดปลายลิ้น ก็แก้ตัวได้อย่าง "ศรีธนญชัย" แต่แท้ที่จริง คือความมักง่าย เอาแต่ได้ อ้างอะไรก็ได้ เพื่อโยนความรับผิดชอบออกจากตัว แต่กลับพยายามจะสร้างความชอบธรรมอันจอมปลอมให้กับตนเอง ด้วยคำพูด ที่สวยหรู สวนทางกับการกระทำ แค่เปลี่ยนคำที่มันดูรุนแรง เป็นร้าย หรือสะท้อนภาพความเป็นจริงมากเกินไป อย่างคำว่า "...สลายการชุมนุม..." ก็ควรเปลี่ยนเป็นคำที่แสนจะไพเราะ กลับหน้ามือ และบังคับให้พูดตาม ? "...กระชับพื้นที่ฯ..." ???

 

พลิกบทผู้ร้าย กลายเป็นสุภาพบุรุษผู้ปกป้องฯ เพียงแค่พลิกลิ้นกลับวาทกรรม จาก "ผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล" สรรพนามกันเสียใหม่ "ผู้ก่อการร้าย" ก็เป็นการ "ตราบาป" โยนผิดให้แก่เหยื่อคมกระสุน ผู้บริสุทธิ์นับพันเหล่านั้น ให้ต้องตกเป็น "จำเลยอุปทาน" ของสังคมไปโดยปริยาย ไม่ทิ้งลาย "...เอาดีเข้าตัว - โยนชั่วให้กับเหยื่อ..." ตามถนัดอีกตามเคย มันแสดงให้เห็นถึงความกระล่อนของผู้นำเผด็จการฯ "แห่งเมือศรีธนญชัย"  ที่ไร้มโนสำนึกของนักปกครองที่ดี

 

 

:: มองตาเป็นรู้ใจ เครือข่ายเผด็จการไทย เราเล่นกันเป็นทีม


ศักยภาพทางน้ำลายของเผด็จการไทย ยังคงไม่จบแค่นั้น เมื่อ "จอมกระล่อน" แห่งกองทัพไทย ออกโรงร่วมแถลงไขบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้นำเหตุการณ์ให้กลับตาลปัตร ทิศเปลี่ยนทางอย่างหน้ามึน "...มีกองกำลังฯ ซุ่มคอยทำร้ายทหาร - ทหารไม่ได้ยิงประชาชน (ซักคนเดียว ?)..." สวนทางสัจธรรมแห่งความจริง และค้านสายตาของคนทั้งโลก ทำได้แต่มองกองทัพไทยอย่างสุดสมเพชเวทนา "มันทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด" โดยไม่นึกถึงเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของเหล่าทหารแห่งกองทัพไทย (หรือเป็นเพราะว่า มันก็ไม่เคยจะมีอยู่แล้ว ?) อุตส่าห์รวมหัวกันเขียนสคริป "โกหกตัวเองออกอากาศ" แถไถไถลลื่นไปพร้อม ๆ กับรัฐบาล ด้วยหวังพึ่งเพียงยุทธศาสตร์ "เปิดสื่อด้านเดียว... ปิดสื่อตรงข้าม... ปิดปากพยาน... ปิดกันความจริง..."  ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว "...มันกลับเป็นเพียงแค่การปิดตาตัวเองเพื่อไม่ต้องทนเห็นสายตาของคนที่เขา "ส่ายหน้า" มองด้วยความระอาและสุดที่จะสมเพชนั่นเอง..." .-

 

--------------- // ---------------

 

กรุณาติดตามต่อ ในภาคสอง (๒/๓)

เนื้อหาในตอนต่อไป .-


:: ยุทธวิธี "ใช้สื่อรมควัน" ให้ประชาชนคล้อยตาม (PROPAGANDA MEDIA)
:: "การเมืองนรก" เมื่อรัฐเผด็จการฯ ตัวการปลุกปั่น ทำประชาชนให้กลายพันธุ์ เป็น "ผีดิบทางการเมือง"
:: เมื่อคราวผู้นำฯ วิปริตอำนาจ ประชาชนวิปลาสศีลธรรม การเมืองจึงเป็นเรื่องต้องห้าม