(((ไพร่อุปทาน))) : พฤษภาทมิฬ ๒๕๕๓ : กงล้อประวัติศาสตร์แห่งความวิปโยค กับความวิปริตของสังคมไทยในยุค "นาย.ยก อภิสิทธิ์ชน" (ภาคสอง : ๒/๓)

 

--- ๐ ---

 


"...เมื่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยรัฐบาล "นาย.ยก" อภิสิทธิ์ฯ  เลือกใช้วิธีการ "สังหารประชาชนผู้มากปัญหา !!?..."

"...นั่นจะถือว่าเป็นสุดยอดแห่งวิสัยทัศน์ของผู้นำฯ ของรัฐไทย ได้หรือไม่ ?  ก็ในเมื่อเสียงปืนสามารถยุติเสียงของประชาชนที่มีปัญหาได้ แล้วจะมีเหตุผลอะไร ที่จะไม่รีบทำ ?..."

 


 
(ภาคสอง) : พฤษภาทมิฬ ๒๕๕๓ : กงล้อประวัติศาสตร์แห่งความวิปโยค กับความวิปริตของสังคมไทยในยุค "นาย.ยก อภิสิทธิ์ชน"

 

บทวิพากษ์ : ไพร่อุปทาน
๑๗ กรกฏาคม ๒๕๕๓

--------------- ภาคแรก (๑/๓) ---------------

 http://talk.mthai.com/topic/120860

:: "นาย.ยก" ที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะเป็นผู้สั่งสังหารประชาชน ก็น่าจะเข้าใจกันได้ ?
:: เล่นง่าย ๆ แค่หัดรู้จักประดิษฐ์ประดอยร้อยเรียง เปลี่ยนคำเสียใหม่ "จากดำก็เป็นขาวแล้ว ?"
:: มองตาเป็นรู้ใจ เครือข่ายเผด็จการไทย เราเล่นกันเป็นทีม

 

--------------- ภาคแรก (๒/๓) ---------------

 

:: ยุทธวิธี "ใช้สื่อรมควัน" ให้ประชาชนคล้อยตาม (PROPAGANDA MEDIA)


การบังคับให้ประชาชน ต้องรับฟังแต่ข้อมูลแถลงการณ์ฯ จากปากของผู้นำเผด็จการฯ แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้มีช่องทางสื่อสารใด ๆ ที่จะสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงอีกด้านได้เลย  มันคงไม่ต่างอะไรกับการเกณฑ์เอาฝูงคนไปเข้าห้อง "รมควัน" ที่ตระเตรียมเอาไว้แล้ว ไม่มีแม้แต่ช่องระบายอากาศใด ๆ ให้ได้พอหายใจรับอากาศบริสุทธิ์กันบ้างเลย

 

ผลแห่งการมอมเมากันอย่างนั้น ก็จะทำให้ประชาชนผู้ที่ไร้ภูมิคุ้มกัน ไม่เท่าทัน และตกเป็นเหยื่อทางการเมืองชี้นำฯ เพราะส่วนใหญ่ หลงมึนเมา ติดอยู่กับการเป่าหูด้วยชุดข้อมูลเดิม ๆ ด้านเดียว จนฟุ้งซ่าน เสพติดและหลงเชื่อกันไปกับ "มายาคติ" เหล่านั้นอย่างไม่รู้ตัว เซื่องซึมอยู่ภายใต้กรอบอิทธิพลแห่ง "Propaganda" ถูกโน้มนาว กล่อมเกลาเสียจนระบบคิดเชิงตรรกะต้องล้มเหลวลง และถูกควบคุมสมองไปในที่สุด ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า ยุทธการในการ "Propaganda" ได้บรรลุวัตถุประสงค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เป็นแค่การส่งเสริมให้คน "...ต้องคิดอย่างไร - ต้องเข้าใจอย่างไร - ต้องรู้สึกอย่างไร - และต้องทำอย่างไรต่อไป..." กลายเป็นทาสทางความคิดของผู้ปกครองฯ  และไร้ซึ่งการต่อต้านไปโดยปริยายนั่นเอง

 

:: "การเมืองนรก" เมื่อรัฐเผด็จการฯ เป็นตัวการปลุกปั่น กลายพันธุ์ประชาชนจนเป็น "ผีดิบทางการเมือง" (ZOMBIE)


ผลกระทบ (Side Effect) อันเกิดจากการ "ล้างสมองประชาชน - เพื่อควบคุมระบบคิด หรือจิตวิญญาณคน" จากการให้ข้อมูลที่ถูกปรุงแต่งอย่างเป็นอุปทาน ผสมการยุยงปลุกปั่นโจมตี โฆษณาชวนเชื่อ สร้างภาพ "ปีศาจร้าย" ให้กับประชาชนผู้ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองแบบเผด็จการของตน ให้กลายเป็น "...ผู้ก่อการร้าย - ล้มเจ้าฯ - ขายชาติ - ทำลายบ้านเมือง - ทำเพื่อคน ๆ เดียว - ถูกจ้างมา..."  ต่าง ๆ นานา  "รบเร้าสังคม" ด้วยการโจมตีจุดอ่อนทางจิตใจ หรือเล่นกับความเชื่อความศรัทธาของคน จนสุดที่จะทานทนต่อไปได้ เพื่อดึงให้มวลชนเหล่านั้น ให้เข้ามาเป็นแรงเสริม เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายรัฐฯ และจะกลับเป็นแรงต้านกับฝั่งตรงข้ามไปในตัว มันเป็นยุทธการใช้ประชาชนกลุ่มเหล่านั้น เป็นกลไกสร้างความชอบธรรมทางอำนาจเผด็จการของตนในทางอ้อมอย่างแยบคายนั่นเอง (รัฐฯ แอบใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ โดยการทำให้ประชาชนสองฝั่ง เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)

 

ประดุจดั่ง "เกมปลุกผีฯ"  ของรัฐบาลเผด็จการฯ จอมแทกติก เปลี่ยนคนให้กลายเป็น "ผีดิบทางการเมือง" ของฝ่ายตน ถือเป็นการใช้วิชามารทางการเมืองที่ "อุบาทว์ - เลยเถิด" ทำให้คนไทยคลั่งอารมณ์ ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงทั้งทางกาย ความคิดและจิตใจ เกินเลยไปมากกว่าความแตกต่างทางอุดมการณ์เชิงการเมืองของแต่ละฝ่าย ก้าวกระโดดไปสู่การเป็น "คู่แค้น - คู่อาฆาต" บนความเกลียดชังระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยมีรัฐฯ เป็น "บ่างช่างยุ" เสริมแรงชิงชังต่อกัน ให้ยิ่งโหมกระพือ เพราะที่แท้จริงแล้ว "...รัฐฯ เองนั้นมีผลได้เสียกับเกมอุบาวท์เหล่านั้น ไปเต็ม ๆ..."

 

แต่ทั้ง ๆ ที่ผู้ปกครองรัฐฯ เป็นผู้ยุยงประชาชนให้ตีกันเองอยู่นั้น แต่จอมเผด็จการฯ หน้าซื่อ ก็ยังไม่วาย "ทำไขสือ" แสร้งปั้นหน้าสร้างภาพพจน์ "นิยมความปรองดอง - ต่อต้านความรุนแรง" ตีหน้าเศร้า ทำหน้าซึม "...ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกในหมู่พี่น้องคนไทยกันเอง ?..."  แต่ท้ายที่สุด... รัฐเผด็จการฯ ตัวดีนั่นเองต่างหาก ที่กลับเป็นผู้นำพาเหตุการณ์ไปสู่ความวิกฤติเสียเอง ลงเอยด้วยการปะทะ เข่นฆ่า ปราบปราม ล่าสังหารประชาชนในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ด้วยอำนาจทรามของตน หลังจากที่รอสร้างเงื่อนไขจนครบ ภายใต้สถานการณ์อันสุกงอม โดยมีผู้สนับสนุนฯ เป็นกองเชียร์บาปในครานั้น ซึ่งก็ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ และสวยงามเสียจริง ๆ

 

 

:: เมื่อคราวผู้นำฯ วิปริตอำนาจ ประชาชนวิปลาสศีลธรรม การเมืองจึงเป็นเรื่องต้องห้าม


และนี่คือปรากฏการณ์ ที่คนไทยในยุค "รัฐแห่งความร้าวฉาน" ยุคแห่งความเสื่อมถอยของบรรดาผู้ปกครองทั้งหลาย ยุคแห่ง "มิคสัญญียุค"  ประชาชนก้าวร้าว นิยมความรุนแรง คลั่งการเมืองกันสุดโต่ง จนกระทั่งล้มเหลวทางศีลธรรมอันดีงาม ไม่ต่างอะไรกับ "ผีดิบทางการเมือง" กันไปแล้ว อันจะเห็นผลได้อย่างชัดเจน และน่าตกใจ ก็อย่างเช่นเหตุการณ์ "รัฐทรราชย์ สั่งสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองหลวงอย่างสุดป่าเถื่อน" จนกลายเป็นเรื่อง "ช็อคโลก" แต่ผู้ประกาศิตคำสั่ง กลับยังคงอำนาจอยู่ได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่แท้จริงแล้ว การที่รัฐเผด็จการฯ กระทำต่อประชาชนมือเปล่า (แต่สร้างอุปทานให้สังคมคิดไปว่า "มีอาวุธ" และเป็นผู้ก่อการร้ายฯ ซึ่งเป็นเพียงข้อแก้ตัวและการจัดฉากของรัฐฯ แทบทั้งสิ้น) นั้น เข้าข่าย "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" ไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องของการปราบฯ ผู้ก่อการร้ายฯ เป็นกองกำลังติดอาวุธใด ๆ ตามอ้าง เพียงแค่ให้ "เข้าเงื่อนไข" แต่คนไทยกลับเปิดใจยอมรับและจำนนต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไปอย่างไม่น่าเชื่อ ?

 

หรือเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ ? ที่เป็นผลพวงมาจาก การที่รัฐฯได้ทำการ "ให้ยากล่อมประสาท - ล้างสมอง" ประชาชนของตนมาอย่างยาวนาน จนคนด้านชาทางศีลธรรมไปเสียแล้ว นอกจากไร้ซึ่งการต่อต้านแล้ว ยังกลับไปยอมรับกับมัน คล้ายเป็นเรื่องถูกต้อง และ "รัฐฯ ควรจะทำ" มีหลายคนลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียงแทนเผด็จการทรราชย์  ยืนยันและรับรองเหตุโศกนาฏกรรมที่รัฐฯ ทำกับเพื่อนร่วมชาติ เป็นเรื่องสมควร ???

 

เจ็บปวดกันอย่างต่อเนื่องใน "ความวิปริตทางศีลธรรม" ของคนไทยผู้หลงเป็นเหยื่อ จากการถูกปลุกปั่น ภายหลังเหตุการณ์วิปโยค ที่มีคนบาดเจ็บล้มตายนับพัน ๆ คน ด้วยคมกระสุนของมหาทรราชย์ไทย เรากลับได้เห็นภาพประชาชนผู้สนับสนุนการณ์นั้น ได้แสดงอาการสะใจ ดีใจ "ลิงโลด" ไปกับความสูญเสียของพี่น้องร่วมชาติของตนกลุ่มหนึ่ง "...แสดงให้เห็นถึงว่า เรื่องความแตกต่างทางความคิดเชิงการเมืองของคนไทย นั้นกลับมีอิทธิพลสูงกว่าศีลธรรมอันดีงามของมนุษย์ไปเสียแล้ว..."  หนำซ้ำยังเห็นการยกฐานะเชิงเปรียบเทียบคุณค่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกว่า มันต่ำทรามไปเสียยิ่งกว่าซากตึกที่สูงตะหง่านของเหล่าบรรดาคนรวย สัญลักษณ์แห่ง "อภิสิทธิ์ชน" และที่มันต้องต่ำศักดิ์ทางคุณค่าไปยิ่งกว่านั้น ก็เพียงเพราะว่า ผู้สูญเสียเหล่านั้น เขาแค่ "คิดตรงข้ามกับตน และรัฐบาลเผด็จการฯ" เท่านั้นเอง ???

 

บ้างก็จัด "...แคมเปญจ์บาป..." ร่วมมือกับจอมสร้างภาพ เนรมิตฉากโรแมนติก ให้เห็นความสมัครสมานสามัคคีของคนเมืองกลุ่มหนึ่ง แสดงสัญลักษณ์ "...ร่วมกันคืนความสงบให้กับสังคม..." โดยการร้องรำทำเพลง "ช่วยกันชำระล้างคราบเลือดของประชาชน" ที่กำลังแห้งเกรอะกรังอยู่ตามพื้นถนน คงไม่อาจจะปล่อยให้เป็นเครื่องประจานความโหดร้ายของผู้ปกครองแห่งรัฐนี้ไปได้ ภูมิใจที่จะได้เป็นเครื่องมือ "ฟอกบาป" ให้กับ "รัฐบาลแห่งเจ้าพ่อมาเฟีย" ในทางอ้อม ๆ  ใส่พานความชอบธรรมให้พอได้กลบเกลื่อน ว่าใคร ? เป็นผู้สร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ให้แก่ประชาชนอย่างโหดร้าย ทารุณในครั้งนี้

 


 
:: ฆาตกรสุภาพบุรุษฯ สวมบทโรแมนติก เชิญญาติพี่น้องของเหยื่อ "ร่วมงานปรองดอง" ชวนเลิกแล้วต่อกัน !!?


จะเป็นเรื่องที่แปลก หรือเป็นเรื่องปกติแห่งรัฐไทยในยุคนี้ที่เขาทำกัน ? จากเหตุการณ์รุนแรง ที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ มีผู้สูญเสียนับพันคน นอกจากไม่มีใครคิดที่จะเหลียวแล หรือใส่ใจความรู้สึก ที่กำลังสิ้นหวัง ท้อแท้ ของที่ต้องสูญเสียเหล่านั้น กลับซ้ำเติม และทำให้พวกเขารู้สึกว่า กำลังถูกผลักออกจากสังคม กลายเป็นส่วนเกินใน "แผนปรองดองฯ" ที่รัฐฯ อ้างไว้อย่างดูดี "ตีไปตามบทฯ" แต่ทางเนื้อหานั้น มันเลือกที่จะสงวนไว้เฉพาะกลุ่มคนของพวกตนเท่านั้น เพราะความเป็นจริงนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่การปรองดองจะเกิดขึ้นบนความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชน โดยที่ไร้คนรับผิดชอบแต่อย่างใด ?

 

เนื่องจากวาทกรรม "ปรองดองฯ" นั่น แท้ที่จริงมันเป็นเพียงยุทธศาสตร์ทาง "วาทกรรม" ที่แฝงเร้นเล่ห์เหลี่ยมของรัฐเผด็จการฯ "...อันมีแต่ได้กับได้.. " ได้ทั้งภาพลักษณ์ที่ดูแสนดี (กันเชียวนะ) และยังเป็นการ "นอนรอล้มบนฟูก" อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อบาปกรรมที่ทำลงไปใด ๆ ปล่อยให้ผู้สูญเสีย และผู้เสียชีวิต กลายเป็นอุบัติเหตุทางการเมือง เหมือนทุกครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

 

แต่ทว่า หากผู้เสียหาย ยังคงจะติดใจ เอาความ ดื้อดึงจะหาตัวคนรับผิดชอบ ก็จะปัด และอ้างได้ทันทีว่า "...พวกคน(ผู้เสียหาย)เหล่านี้ ไม่รู้จักหยุด จักพอ ไม่คิดจะปรองดอง(กับคนที่สั่งฆ่าพวกเขา ?) - คิดแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อไปกันอีกหรือ ?..."  (เห็นเขี้ยวที่ลากดินของการเล่นการเมืองผ่านวาทกรรมหรือยังหล่ะ ?) .-

 

--------------- // ---------------

 

กรุณาติดตามต่อ ในภาคสาม (๓/๓) : (ภาคจบ)

ติดตามเนื้อหาในตอนต่อไป .-


:: นิติรัฐ ของรัฐเผด็จการฯ มันก็เป็นแค่เรื่องของ "เผด็จการฯ ใช้กฏหมายเพื่อตัวเอง ได้เถลิงอำนาจต่อไป"
:: รัฐเผด็จการไทย ไม่มีความชอบธรรมในอำนาจฯ แต่อยู่ได้เพราะใช้อำนาจฯ บังคับให้เกิดความชอบธรรม