ความจริงไม่มีสี((ข้าง))

การตอบโต้แก้ข้อกล่าวหาคดี 99 ศพนั้น หาก ใช้กลวิธีแบบทนายความหัวหมอมากเกินไป นับวันจะยิ่งทำให้ขาดความสง่างาม หมดสิ้นศักดิ์ศรีนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ เห็นชัดถึงการไม่ยอมรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชน

อย่างเช่นกรณีที่ถูกท้วงติงว่า การอ้างถึงกองกำลังติดอาวุธในม็อบ เพื่อให้เห็นว่าจำเป็นต้องใช้กระสุนจริงเข้าดำเนินการนั้น

แต่สุดท้ายเมื่อใช้กระสุนจริงไปแล้ว คนที่ตายคือประชาชน ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

เหมือนจะยิงโจรมีอาวุธ แต่ตัวประกันตายเกลื่อน อย่างนี้ไม่ต้องมีความรับผิดชอบเลยหรือไง

เขากลับตอบโต้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ยิงผิดตัว แล้วนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบด้วยหรือ

แถมเปรียบเทียบอีกว่า ถ้าเช่นนั้นต่อไปนี้ มีการปราบปรามยาเสพติดแล้ว ตำรวจไปยิงโดนผู้บริสุทธิ์ตาย นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ ที่ดูแลตำรวจ ต้องรับผิดชอบด้วยสิ!?

คงนึกว่าคมคายมาก

เอาเข้าจริง ใครได้ยินได้ฟังล้วนส่ายหน้า ระอาใจ

เอาเรื่องตำรวจปราบยาเสพติด มาเปรียบเทียบกับการใช้ทหาร รถเกราะ อาวุธสงคราม เข้าปราบปรามผู้ชุมนุมทางการเมืองได้หรือ

ทำตัวชาญฉลาด พูดจาหรูหรา

แต่กลับแยกไม่ออกระหว่าง การสืบสวนจับกุมตามกฎหมายอาญากรณีปราบยาเสพติด กับการใช้อำนาจพิเศษ กฎหมายพิเศษ ใช้หน่วยรบติดอาวุธเข้าจัดการกับการชุมนุมทางการเมือง!

แบบนี้เป็นได้แค่นักโต้วาทีตามงานวัดเท่านั้นเอง

ใช้ชั้นเชิงลีลาแก้ข้อหา แต่ผิดเรื่องผิดราว ไร้ความรู้อย่างที่สุด

แล้วที่ชอบอ้างว่ามีกองกำลังติดอาวุธในม็อบนั้น เป็นไปได้มากว่า น่าจะไปหลงฟังคำรายงานผิดๆ เลยตัดสินใจพลาดๆ

เพราะหมกตัวเองอยู่ในห้องแคบๆ ในค่ายทหาร ไม่เคยออกมาสัมผัสรับรู้ความจริง

เรื่องชายชุดดำก็อ้างจากในคลิปไม่กี่วินาทีนั่นแหละ

ขณะที่วันนี้ศาลชี้ไปแล้ว 4 ศพ ว่าตายเพราะกระสุนจริงจากเจ้าหน้าที่!

ทั้งในการเบิกความไม่เคยมีชายชุดดำเข้ามาเกี่ยว ข้องเลย แม้แต่ศพเดียว

อาจจะขาดความรู้ไร้ประสบการณ์ เลยไปหลงเชื่อข่าวกรองที่คลาดเคลื่อน 

ลงเอยจึงต้องถูไถแก้ข้อหาไปเรื่อย

จนผู้คนล้อเลียนกันทั่วว่า 

มิน่าถึงได้เขียนหนังสือ "ความจริงไม่มีสีข้าง"