พระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.๒๕๕๘

สรุป

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.๒๕๕๘

--------------------------------------------------------------

๑. ความสำคัญของกำลังพลสำรองและความจำเป็นของกระทรวงกลาโหม

กำ ลังพลสำ รองเป็นกำ ลังทางยุทธศาสตร์ที่มี

ความสำคัญในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตย

ของชาติ ในยามปกติกำลังพลสำรองเป็นกำลังสำคัญ

ในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติสาธารณะใน

รูปแบบต่างๆ เมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม

กำลังพลสำรองจะเข้ารับราชการทหาร ในการปฏิบัติ

หน้าที่ร่วมกับกำลังทหารประจำการในการป้องกัน

ประเทศ กำลังพลสำรองจึงเป็นเครื่องชี้วัดอย่างหนึ่ง

ว่า ป ร ะ เ ท ศ มีค ว า ม มั่น ค ง ม า ก น้อ ย เ พีย ง ใ ด

หากกำ ลังพลสำ รองมีความเข้มแข็งทั้งทางด้าน

ร่างกายและจิตใจ พร้อมที่จะเสียสละ เพื่อความมั่นคง

ของประเทศ ประชาชนทุกคนในชาติจะอยู่ร่วมกัน

อย่างมีความปกติสุข ยังคงรักษาเอกราชของชาติไทย

ไว้ได้ตลอดไป

พลโท สัมพันธ์ ธัญญพืช

เจ้ากรมการสรรพกำลังกลาโหม

ในปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดภัยสงครามขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก แต่ไม่ใช่จะไม่มีโอกาส

เกิดขึ้น แต่ภัยอีกประเภท คือ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะทวี

ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่ได้รับ

มอบหมายภารกิจในการพิทักษ์รักษาเอกราชและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พัฒนาประเทศ ป้องกัน

และแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติ และช่วยเหลือประชาชน จากภารกิจดังกล่าว กระทรวงกลาโหมจึงจำเป็นต้อง

จัดกำลังพลให้พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ แต่การดำรงสภาพกำลังทหารประจำการไว้เป็นจำนวนมากในภาวะ

ปกติเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ จึงต้องจัดให้มีกำลังพลสำรองที่เข้มแข็ง โดยกำลังเหล่านี้

เคยได้รับการฝึกจากกองทัพมาแล้ว มีการหมุนเวียนเข้ามารับราชการทหารเสริมกำลังทหารประจำการ

ให้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังกองทัพ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมุ่งไปสู่ระบบอาสาสมัคร ใช้การจูงใจให้สมัครมารับ

ใช้ชาติให้มากที่สุด

- ๒ -

๒. เจตนารมณ์และเป้าหมายสำคัญ

เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยกำลังพลสำรอง โดยเป็นการนำบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่เดิม ซึ่งได้แก่

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ และข้อบังคับ

ทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร พ.ศ.๒๔๘๒ ในส่วนที่กล่าวถึงหน้าที่ของนายทหาร

กองหนุน ทหารกองหนุน หรือทหารกองเกินที่มีหน้าที่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลประเภทต่างๆ

มารวมอยู่ในกฎหมายฉบับเดียว

โดยพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.๒๕๕๘ จะใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการกำลังพลสำรองและ

กิจการกำลังพลสำรองให้มีความเหมาะสม เกิดประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน

- ๓ -

กลุ่มบุคคลที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ บริหารจัดการ ประกอบด้วย นายทหารสัญญาบัตรกองหนุน นายทหาร

สัญญาบัตรนอกราชการ นายทหารสัญญาบัตรนอกกอง ทหารกองหนุนประเภทที่ ๑, ๒ และทหารกองเกิน

ที่กระทรวงกลาโหมจัดเก็บรายชื่อไว้ในรูปบัญชีต่างๆ ปัจจุบันมีประมาณ ๑๓ ล้านนายเศษ

กระทรวงกลาโหมจะรับสมัครหรือคัดเลือกจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้น เพื่อบรรจุลงในบัญชีบรรจุกำลัง

ของหน่วยทหาร และเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “กำลังพลสำรอง” กำหนดเวลาที่กำลังพลสำรองมีรายชื่อบรรจุ

อยู่ในบัญชีบรรจุกำลังของหน่วยทหาร กำหนดไว้๖ ปี เมื่อครบ ๖ ปี กำลังพลสำรองสามารถสมัครเข้าเป็น

กำลังพลสำรองต่อได้ อีกครั้งละ ๖ ปี ขอเน้นย้ำว่า กำลังพลสำรองนั้น จะอยู่ในบัญชีบรรจุกำลังของหน่วย

ทหารเพียงรายชื่อเท่านั้น ยังคงปฏิบัติงานตามปกติในโรงงาน บริษัท หรือห้างร้าน หรือประกอบอาชีพ

อิสระได้ เมื่อมีการเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหาร กำลังพลสำรองจึงจะมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วย

ทหารที่ตนมีรายชื่อสังกัดอยู่ ซึ่งกระทรวงกลาโหมจะเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหารหมุนเวียนเข้า

ทำการฝึกทบทวนความรู้ ปีละไม่เกิน ๖๐ วัน ครั้งละไม่เกิน ๑๐ วัน

เป้าหมายสูงสุด คือ หากเกิดภัยพิบัติสาธารณะ เช่น อุทกภัย วาตภัย กระทรวงกลาโหมต้องสามารถเรียก

กำลังพลสำรองเข้ามาสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา ซึ่งเป็นรูปแบบการ

ใช้กำลังพลสำรองที่ประเทศต่างๆ ได้บัญญัติหน้าที่ไว้ในกฎหมาย หรือหากเกิดภัยคุกคามทางทหารที่ต้อง

ใช้กำลังทหารขนาดใหญ่เพื่อการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหมต้องสามารถเรียกกำลังพลสำรองเข้า

มาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกำลังทหารประจำการได้ด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

- ๔ -

๓. ประโยชน์ที่ชัดเจนเมื่อพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ

๓.๑ เป็นการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน เหมาะสม เพื่อจัดเตรียม และสร้างความพร้อมให้กับประชากรไทยที่อยู่

ในวัยหนุ่มสาว ให้มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ มีความรู้ ความสามารถ พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ

การแก้ไขปัญหาซึ่งเกิดจากภัยทางธรรมชาติ และภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น

๓.๒ เป็นการยกระดับกิจการกำลังพลสำรอง ให้เป็นงานระดับชาติโดยทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมใน

รูปของคณะกรรมการกำลังพลสำรอง เรียกโดยย่อ “คกส.” เพื่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินงานและพัฒนา

กิจการกำลังพลสำรอง

กิจการ

กำลังพลสำรอง

๓.๓ ทำให้กระทรวงกลาโหม มีความพร้อมในด้านกำลังพลมากยิ่งขึ้น สามารถให้การสนับสนุน ส่วนราชการ

พลเรือน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ในการป้องกันและแก้ไขบัญหาภัยพิบัติสาธารณะใน

รูปแบบต่างๆ เมื่อได้รับการร้องขอ อาทิเช่น กระทรวงกลาโหม สามารถเรียกกำลังพลสำรองมาปฏิบัติ

ภารกิจเพื่อบรรเทาภัยพิบัติสาธารณะ และช่วยเหลือประชาชนได้ตั้งแต่ในยามปกติ

- ๕ -

๓.๔ ทำให้มีกฎหมายใช้บริหารจัดการบุคคลที่มี

สถานะเป็นกำลังพลสำรองเป็นการเฉพาะ โดยมอบ

อำนาจให้กระทรวงกลาโหม จัดเตรียม อำนวยการ ใน

การเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหารอย่างเป็น

เอกภาพ ซึ่งสามารถตอบสนองและสนับสนุนการ

แก้ไขบัญหาภัยพิบัติสาธารณะที่เกิดขึ้นได้ด้วยความ

รวดเร็ว ทันเวลา เกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม

๓.๕ เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความ

เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่กองทัพขาดแคลน สามารถ

สมัครเข้ารับใช้ชาติในสถานะกำลังพลสำรอง และ

ยังให้หน่วยทหารที่มีกำลังพลสำรองบรรจุอยู่ใน

หน่วย สามารถรับสมัครกำ ลังพลสำ รองเข้า

ทำหน้าที่ทหารประจำการเป็นการชั่วคราวได้

๓.๖ ทำให้กำลังพลสำรองและนายจ้าง หรือผู้ให้

การสนับสนุนได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่าง

เหมาะสม ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาการไม่ได้รับ

ความร่วมมือของกำลังพลสำรองและนายจ้าง

๔. สาระสำคัญของพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.๒๕๕๘

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งสิ้น ๔๓ มาตรา ประกอบด้วย ๕ หมวด และ ๑ บทเฉพาะกาล ดังนี้

- ๖ -

บททั่วไป : มี๕ มาตรา กล่าวถึง คำนิยามต่างๆ และกำหนดให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

หมวด ๑ : ว่าด้วย คณะกรรมการกำลังพลสำรอง มี๙ มาตรา กำหนดให้มีคณะกรรมการกำลังพล

สำรอง เรียกโดยย่อ “คกส.” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็น

ประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธานกรรมการ กรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่า

การกระทรวงกลาโหม ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง

กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน ๑๙ คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวง

คมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ

ทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนัก

นโยบายและแผนกลาโหม เจ้ากรมเสมียนตรา เจ้ากรมพระธรรมนูญ เจ้ากรมกำลังพลทหาร เจ้ากรม

ยุทธการทหาร และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรี

แต่งตั้งตามข้อเสนอแนะของกรรมการโดยตำแหน่งจำนวนไม่เกิน ๕ คน โดยให้เจ้ากรมการสรรพกำลัง

กลาโหม เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้เจ้ากรมกำลังพลทหารบก เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ เจ้ากรม

กำลังพลทหารอากาศ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดย คกส. มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับ

กิจการกำลังพลสำรอง และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับกำลังพลสำรอง กำหนดแนวทางการปฏิบัติ

และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรอง เสนอแนะแผนการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองและ

กำลังสำรองอื่นๆ ตลอดจนเสนอแนะการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่กำลังพลสำรองและนายจ้างที่ให้

ความร่วมมือและสนับสนุนให้ลูกจ้างซึ่งเป็นกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหาร

- ๗ -

หมวด ๒ : ว่าด้วย กิจการกำลังพลสำรอง มี๒๐ มาตรา กล่าวถึง การรับบุคคลเข้าเป็นกำลังพล

สำรองและหน้าที่ของกำลังพลสำรอง

คกส.

การรับบุคคลเข้าเป็นกำลังพลสำรอง ดำเนินการได้๒ วิธี คือ วิธีแรก รับสมัครจากบุคคลซึ่งมี

คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด อาทิเช่น ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีโรคซึ่งขัดต่อการรับราชการ

ทหาร วิธีที่สอง คัดเลือกจากทหารกองหนุนประเภทที่ ๑, ๒ หรือทหารกองเกิน ตามพระราชบัญญัติรับ

ราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ และคัดเลือกจากนายทหารสัญญาบัตรกองหนุน นายทหารสัญญาบัตรนอก

ราชการ นายทหารสัญญาบัตรนอกกอง ตามข้อบังคับทหารว่าด้วย การแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร

พ.ศ.๒๔๘๒ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและได้รับการคัดเลือกบรรจุรายชื่อลงในบัญชีบรรจุกำลังของ

หน่วยทหารแล้ว กระทรวงกลาโหมจะแจ้งให้กำลังพลสำรองทราบถึง ตำแหน่ง และหน่วยที่ตนสังกัด

รวมถึง จะแจ้งให้นายจ้างทราบด้วย กรณีกำลังพลสำรองเป็นลูกจ้างของหน่วยงานนั้นๆ

- ๘ -

หน้าที่ของกำลังพลสำรอง กำลังพลสำรองมีหน้าที่เข้ารับราชการทหาร รวม ๕ ประเภท ได้แก่

การเรียกกำลังพลสำรองเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร เพื่อปฏิบัติราชการ เพื่อทดลองความพรั่งพร้อม

และในการระดมพล โดยกำหนดให้กำลังพลสำรองมีอำนาจหน้าที่ตามชั้นยศและตำแหน่งเช่นเดียวกับ

ทหารประจำการหรือทหารกองประจำการ การเรียกกำลังพลสำรองเข้ารับราชการทหารทุกประเภท

จะอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด อาทิเช่น กรณีเกิดภัยพิบัติสาธารณะ เมื่อกระทรวงกลาโหมได้รับ

การร้องขอจากกระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานอื่นๆ กระทรวงกลาโหมจะทำการเรียกกำลังพลสำรอง

เพื่อปฏิบัติราชการ โดยนำกำลังพลสำรองเข้าปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับทหารประจำการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ

สาธารณะที่เกิดขึ้น และหากเกิดการสู้รบขนาดใหญ่ จะทำการเรียกระดมพล โดยเรียกกำลังพลสำรองมาปฏิบัติ

หน้าที่ร่วมกับทหารประจำการเข้าทำการสู้รบเพื่อป้องกันประเทศ ในเวลาปกติจะทำการเรียกกำลังพลสำรอง

เพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร ตามห้วงระยะเวลาที่กำหนด

หมวด ๓ - ๔ : ว่าด้วย วินัย และสิทธิ

ประโยชน์ มี๒ มาตรา กล่าวคือ กำลังพลสำรองที่เข้า

รับราชการทหารตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องอยู่ในวินัย

ทหาร และจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายประการ เช่น

ค่าตอบแทน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร ค่าพาหนะ ค่าเช่า

ที่พัก การรักษาพยาบาล การแต่งตั้งยศ และ

สิทธิประโยชน์อื่น ตามระเบียบที่กำหนด โดยความ

เห็นชอบของกระทรวงการคลัง สำหรับสิทธิประโยชน์

ของนายจ้างซึ่งเดิมไม่มีกำ หนดไว้ในกฎหมายใด

กำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำลังพลสำรอง

(คกส.) เป็นผู้พิจารณา

- ๙ -

หมวด ๕ : บทกำหนดโทษ มี๔ มาตรา กำหนดว่า กำลังพลสำรองที่หลีกเลี่ยง ขัดขืนไม่เข้ารับ

ราชการทหารประเภทต่างๆ จะมีโทษทางอาญา มีทั้งจำทั้งปรับ

บทเฉพาะกาล มี๓ มาตรา กำหนดให้การรับบุคคลเข้าเป็นกำลังพลสำรองให้กระทำได้เมื่อพ้น

กำหนดสองร้อยสี่สิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ และการดำเนินการออก

กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือระเบียบให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ในปัจจุบัน เมื่อพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ.๒๕๕๘ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อ

๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ กรมการสรรพกำลังกลาโหม สำนักงานปลัดประทรวงกลาโหม ในฐานะสำนักงานเลขานุการของ

คกส. ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ไปอบรม สัมมนา บรรยายพิเศษ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ

ให้แก่ส่วนราชการทหาร ส่วนราชการพลเรือน หน่วยงานเอกชน สถานประกอบการ นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อให้ทุกภาค

ส่วนเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ และการมีส่วนร่วมตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

----------------------------------------

ตรวจถูกต้อง

พันเอก

(สมพร รื่นญาติ)

ผู้อำนวยการกองการกำลังสำรอง

กรมการสรรพกำลังกลาโหม