ตรวจสอบได้! เปิดความจริงสัญญา “คิงเพาเวอร์-ทอท.”


ความเป็นมาการพัฒนาธุรกิจต่าง ๆ ในท่าอากาศยานนานาชาติ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” กับ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ นับจากปี 2547 ที่รัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายเปิดใช้สนามบินในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเพียงแห่งเดียว (Single Airport) ด้วยการปิดดอนเมืองไปเปิดสุวรรณภูมิ พร้อมกับให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการในพื้นที่ของอาคารเพื่อสร้างรายได้และผลประโยชน์ตอบแทนคืนรัฐให้ได้มากที่สุด

ช่วงก่อนเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในปี 2549 “ทอท.”ได้ดำเนินการเปิดประมูลล่วงหน้าเพื่อหาผู้เข้ามาบริหารพื้นที่ เมื่อปี 2547 ทางคณะกรรมการคัดเลือกประกาศผลการตัดสิน “บริษัทผู้ชนะประมูลได้สิทธิสัมปทานพื้นที่ประกอบการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” คือ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดตามการลงนามร่วมกัน 2 สัญญา ประกอบด้วย

1. บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) เป็นคู่สัญญาเข้าประกอบการจำหน่ายสินค้าสินค้าปลอดอากร (Duty Free) จ่ายผลตอบแทน ทอท.แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรก ปีที่ 1-ปีที่ 5 ต้องจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำ 15 % ของยอดขายก่อนหัก ค่าใช้จ่ายใด ๆ ปีที่ 6-ปีที่ 10 ระหว่าง 1 มกราคม 2554- 31 ธันวาคม 2558 ต้องจ่าย ผลตอบแทนขั้นต่ำ 16,17,18,19 และ 20 % ของยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ (ไม่ รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

2.บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด (King Power Suvarnabhumi : KPS) เป็นคู่สัญญาเข้าประกอบการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (commercial Area) กำหนดค่าตอบแทนที่เรียกว่าค่าบริการ 3 % 

ในสัญญาฉบับนี้มีพื้นที่บริการจุดส่งมอบสินค้า หรือ Pick Up Counter รวมอยู่ด้วย เนื่องจากขณะนั้นไม่ได้แยกการประมูลการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสัญญาเฉพาะ เนื่องจากยังไม่มีผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีรายอื่นมาใช้บริการ ทาง ทอท.จึงกำหนดให้บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด จ่ายผลตอบแทนในอัตราเทียบเท่ากับ “ค่าพื้นที่บริการ” พื้นที่เชิงพาณิชย์ปกติ ขั้นต่ำ 15 % ของ 3 % หรือคิดเป็น 0.45 % ของยอดมูลค่าสินค้า

ต่อมาปี 2557 ทางคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.มีมติใหม่ขอให้เปลี่ยนแปลงผลตอบแทนระหว่าง KPS กับ ทอท.ในส่วน “ค่าบริการจุดส่งมอบสินค้าในท่าอากาศยาน” จาก 15 % ของ 3 % หรือคิดเป็น 0.45 % ขยับขึ้นเป็นจำนวนเต็ม 3 % เท่ากับเอกชนเจ้าของสัมปทานต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 2.55 % จากส่วนต่างเดิมจ่ายอยู่ที่ 0.45 %


.

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง 2 ปีเศษได้ศึกษาข้อมูลรายละเอียดสัญญาต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ทอท.ไม่มีความเสียเปรียบเอกชนรายใด หรือแม้แต่กรณีสัญญาสัมปทานของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ทั้ง 2 สัญญา ก็ดำเนินการอย่างระมัดระวังตามขั้นตอนกฎหมายมาโดยตลอด อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากเอกชนเป็นอย่างดีในการสนับสนุนกิจกรรมของท่าอากาศยานแต่ละแห่ง ช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการที่ผ่านเข้าออกสนามบินนานาชาติ



ส่วนการกล่าวถึงข้อตกลงการผลตอบแทนรัฐตามสัญญาจัดเก็บรายได้ 3 % จาก 15 % นั้น เป็นเฉพาะในส่วนของ “พื้นที่จุดส่งมอบสินค้า-Pick up Counter” ซึ่งเดิมเคยเก็บเพียง 0.45 % แต่นโยบายต่อมาเก็บเพิ่มเป็น 3 % จึงไม่เข้าข่ายที่รัฐจะเสียหาย เพราะเก็บเพิ่มก็เท่ากับมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่จุดส่งมอบสินค้าเป็นเพียง “พื้นที่ให้บริการ” ไม่ได้มีรายได้เกิดขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าแต่อย่างใด

ตามลำดับเหตุการณ์เมื่อปี 2547 หลังจาก ทอท.ลงนามสัญญา (สัญญา 10 ปี) กับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ทั้ง 2 สัมปทานเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ให้เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2548 ตามที่รัฐบาลประกาศเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ 

กระทั่งล่วงเลยมาถึงรัฐบาล “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประมาณปี 2554-2555 ทางบอร์ด ทอท. ขณะนั้น ทำหนังสือแจ้งไปยัง บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เพื่อขอทบทวนการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์อีกครั้ง โดยเสนอขอเปลี่ยนแปลงสัญญา ซึ่งในทางปฏิบัติแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกันมาตลอด เนื่องจากสัญญาเกิดขึ้นและปฏิบัติไปแล้ว การแก้ไขจึงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนมาก เพราะมีส่วนจะไปกระทบกับตัวเลขการเสนอเป้าหมายยอดขายและรายได้ที่จัดทำไว้ขณะยื่นประมูลประการสำคัญผ่านการพิจารณาสิ้นเสร็จไปจนเอกชนเข้าดำเนินการผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว


การชี้แจงและทำความเข้าใจระหว่าง บอร์ด ทอท.กับผู้บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้หารือกันมาตลอดจนถึงปี 2557 ทอท.มีหนังสือส่งไปยัง บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด อีกครั้ง โดยยืนยันกรอบแนวทางการดำเนินธุรกิจบริหารพื้นที่เชิงพาณิชยด้วยการระบุว่าอนุญาตให้ “พื้นที่จุดส่งมอบสินค้า” ยังคงอยู่ในสัญญาเชิงพาณิชย์ แต่ ทอท.ขอจัดเก็บผลตอบแทนใหม่อัตรา 3%ของยอดสินค้าที่ส่งมอบ

เรื่องราวทั้งหมดจึงยุติลงได้ และตามกฎหมายสามารถอธิบายได้ว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเจรจากันจนบรรลุถึงข้อยุติไปเรียบร้อยแล้ว ประการสำคัญผลการเจรจาครั้งนั้น ยังส่งผลดีต่อ ทอท.ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการได้ปรับขึ้นค่าผลตอบแทนใหม่ได้รับรายได้สูงกว่าเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาฉบับเดิม

ส่วนปมขัดแย้งที่กลับมาปรากฏขึ้นใหม่จากการทักท้วงของบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งนำเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วนจนสร้างความเข้าใจไม่ถูกต้องขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) ซึ่งการประเมินมูลค่าการลงทุนเป็นหน้าที่ของภาครัฐ โดย ทอท.ได้จ้างที่ปรึกษาประเมินมูลค่าการลงทุนทั้งสัญญาร้านค้าปลอดอากร และการประมูลกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งผลการศึกษาพบว่าทั้ง 2โครงการมีมูลค่าการลงทุนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งการประเมินมูลค่าการลงทุนได้อิงราคาก่อสร้างของกิจการในลักษณะเดียวกัน

หรือแม้แต่เรื่องของการรักษามาตรฐานข้อตกลงสัญญาการรับผลประโยชน์ตอบแทนเข้ารัฐจากเอกชนที่ประกอบธุรกิจในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอื่น ๆ ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ ทอท.ก็ใช้เกณฑ์มาตรฐานตามข้อตกลงอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน



นายนิตินัย ยืนยันว่า ตนเองในฐานะผู้นำองค์กรในยุคปัจจุบันได้รวบรวมข้อมูลและทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยพร้อมจะอธิบายสังคมให้เข้าใจเรื่องราวที่ถูกต้อง โดยปราศจากอคติใด ๆ เนื่องจาก ทอท.เป็นรัฐพาณิชย์ของประเทศ ผู้บริหาและพนักงานทุกคนพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส เป็นหน่วยงานตัวอย่างที่ดีของประเทศทั้งปัจจุบันและอนาคต

สำหรับข้อตกลงสัญญาการจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำของสัมปทานร้านจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระหว่าง ทอท.ทำกับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ตั้งแต่ปี 2548 มีรายละเอียดดังนี้

ระยะที่ 1 ปีที่ 1 –5 กำหนดจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำ 15 % เริ่มปีแรกเดือนกันยายน-ธันวาคม 2548 จ่ายเดือนละ 96 ล้านบาท ปีที่สอง 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2549 ปีละ 1,200 ล้านบาท ปีที่สาม 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2550 ปีละ 1,260 ล้านบาท ปีที่สี่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2551 ปีละ 1,320 ล้านบาท ปีที่ห้า 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2552 ปีละ 1,380 ล้านบาท 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2553 ปีละ 1,440 ล้านบาท

ระยะที่ 2 ปีที่ 6-10 กำหนดจ่ายผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามลำดับเป็น 16,17,18,19,20 % ปีที่หก 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2554 ปีละ 1,622 ล้านบาท ปีที่เจ็ด 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2555 ปีละ 1,814 ล้านบาท ปีที่แปด 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2556 ปีละ 2,016 ล้านบาท ปีที่เก้า 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2558 ปีละ 2,230 ล้านบาท ปีที่สิบ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2558 ปีละ 2,454 ล้านบาท

ทั้งนี้ระหว่างปี 2554-2557 เกิดมหาภิบัติภัยน้ำท่วม และความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ รัฐบาลอนุญาตให้ ทอท.ทำมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในท่าอากาศยานนานาชาติที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ก็ได้รับสิทธิ์ด้วยเช่นเดียวกับธุรกิจรายอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามสัญญาสัมปทานจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กับ ทอท.นั้นแยกกันอย่างชัดเจน ระหว่างดิวตี้ฟรี กับพื้นที่เชิงพาณิชย์ซึ่งรวมพื้นที่จุดส่งมอบสินค้าจะสิ้นสุดปี 2563 ซึ่งทุกสัญญาสามารถตรวจสอบได้ตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


https://www.matichon.co.th/news/601762

ความเห็นที่ 1
คุณชายจอมยุ่ง

ได้ข่าวว่า ทอท.และคิงเพาเวอร์โดนเพ่งเล็งจากคนกลุ่มหนึ่งอยู่นี่ครับ เห็นบอกว่าถึงขั้นฟ้องร้องกันเลยเพราะ ทอท.ได้ผลประโยชน์น้อย แต่เท่าที่อ่านดูก็ไม่ได้น้อยเลยนะครับแถมเติบโตขึ้นตามลำดับด้วย ไม่รู้ว่าที่ฟ้องกันเป็นขบวนการเนี่ยมีนัยยะแอบแฝงเรื่องผลประโยชน์หรือป่าวก็ไม่รู้