ทอท. ทุ่มงบ 1.2 แสนล้าน ผุด “สนามบินเชียงใหม่-ภูเก็ต” แห่งที่ 2 ชงบอร์ด ไฟเขียว 25 พ.ค.


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมาบอร์ดทอท.ได้มีมติเห็นชอบรับโอนย้าย 4 สนามบิน คือ สนามบินอุดรธานี สนามบินสกลนคร สนามบินตาก และสนามบินชุมพร จากกรมท่าอากาศยาน (ทย.) มาบริหาร เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายของรัฐบาล

โดยหลังจากนี้จะเสนอไปยังคมนาคม และกระทรวงคมนาคมเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 เดือนนี้ สำหรับรูปแบบการบริหารงานและขั้นตอนเพื่อโอนย้ายมาให้ ทอท. กำกับดูแลนั้น ทาง ทย. จะต้องโอนสนามบินทั้ง 4 แห่งไปให้กรมธนารักษ์ จากนั้น ทอท. จะเข้าไปเช่าสนามบินทั้ง 4 แห่ง จากกรมธนารักษ์เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ ทั้งนี้ ในการจัดการและดำเนินการนั้นทาง ทอท. จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

“ทอท. จะนำร่องเร่งลงทุนพัฒนาศักยภาพของสนามบินอุดร และสกลนครก่อน โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ในการปรับปรุงอุปกรณ์ภาคพื้นดิน, อาคารผู้โดยสาร รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่วนอีก 2 สนามบิน คือ ตาก และชุมพร นั้น จะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมก่อนว่าควรจะพัฒนาเป็นสนามบินเพื่อตอบสนองทางด้านไหน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาเป็นปี โดยเบื้องต้นสนามบินตาก วางเป้าหมายให้เป็นสนามบินเพื่อขนส่งสินค้าทางอากาศภายในภูมิภาคเพื่อนบ้าน เช่น พม่า โดยจะไม่เน้นขนส่งผู้โดยสาร”


นายนิตินัย กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 และ สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 จากผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน เหมาะสมที่จะสร้างเป็นสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 และ สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 พื้นที่ จ.พังงา เหมาะสมที่จะสร้าง โดยฝ่ายบริหาร ทอท. จะเสนอให้บอร์ด ทอท. พิจารณาเห็นชอบในหลักการลงทุนก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ทั้ง 2 ที่ ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ โดยสนามบินพังงา จะใช้เงินลงทุน 70,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 10 ล้านคนต่อปี ส่วนสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 ที่ จ.ลำพูน จะใช้งบประมาณลงทุน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 10 ล้านคนต่อปี

“ทอท. จะใช้งบก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ 2 สนามบินรวมกว่า 120,000 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่กระทบต่อสภาพคล่อง และกระแสเงินสด เพราะปัจจุบัน ทอท. มีเงินสดในมือกว่า 62,000 ล้านบาท และจะมีเงินสดที่เป็นกำไรยังไม่หักค่าเสื่อมเข้ามาอีกว่าปีละ 30,000 ล้านบาท จึงไม่มีปัญหาในระยะยาว แต่อาจจะมีกระทบบ้างในปี 2563 ที่ต้องใช้จ่ายในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างไรก็ตาม หากมีสัดส่วนการกู้ก็จะเป็นการกู้ระยะสั้นเท่านั้น”


ข่าว https://www.khaosod.co.th/economics/news_1032526