รถไฟความเร็วสูง โปรเจกท์วัดใจมหาเศรษฐีไทย

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เดินหน้าอย่างรวดเร็วจนใกล้จะถึงจุด Climax ของการประมูลแล้ว โดยได้ปิดขายซองประมูลไปแล้วเมื่อวานนี้ (9 ก.ค.) ซึ่งมีบริษัททั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ในโซนเอเชียและยุโรป ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมให้ความสนใจเข้ามาซื้อซองถึง 31 ราย



***************************

กิจกรรมหลังปิดซองถึงวันประมูล

หลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การประมูลอย่างละเอียด 2 ครั้ง คือในวันที่ 23 ก.ค. และ 24 ก.ย.


โดยวันที่ 24 และ 26 ก.ค. จะนำผู้ยื่นข้อเสนอไปดูพื้นที่ของโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงค์ มักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ และสถานีรายทาง, โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ – รังสิต สถานีกลางบางซื่อ, โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – พญาไท – มักกะสัน – หัวหมาก และเขตทางรถไฟปัจจุบันตลอดแนวเส้นทางโครงการฯ จากสถานีดอนเมืองไปตามเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านสถานีมักกะสัน สถานีฉะเชิงเทรา สถานีพัทยา และสิ้นสุดที่บริเวณสถานีบ้านฉาง

จะเปิดให้มีการส่งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ หรือคำถามเกี่ยวกับเอกสารการคัดเลือกเอกชน และให้มีการตรวจสอบข้อมูลหรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ระหว่างวันที่ 10 ก.ค. - 9 ต.ค. ณ ห้องประชุมฝ่ายโครงการพิเศษและก่องสร้างการรถไฟฯ ในเวลาราชการ


สำหรับกำหนดการรับซองข้อเสนอ จะมีขึ้นในวันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 09:00 – 15:00 น. โดยผู้ยื่นข้อเสนอต้องยื่นหลักประกันซองพร้อมกับซองข้อเสนอ มูลค่า 2,000 ล้านบาท และต้องชำระค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอให้แก่ รฟท. เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านบาท ที่สำนักงานโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงค์ มักกะสัน และผู้ที่ยื่นเสนอผ่านการประเมินข้อเสนอจะต้องวางหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารให้กับการรถไฟฯ ในวันที่เข้าทำสัญญาร่วมทุนเป็นมูลค่า 4,500 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนของเอกชนคู่สัญญา

***************************



โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท ในขณะที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ทั้งโครงการอยู่ภายใต้กรอบเงินลงทุนทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าเป็นโครงการขนาดมหึมา ซึ่งต้องอาศัยเม็ดเงินมหาศาล จึงจำเป็นต้องระดมทุนทั้งจากนักลงทุนในประเทศ ซึ่งต้องดำเนินตามหลักการรัฐร่วมเอกชนหรือ PPP นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการยังต้องอาศัยความสามารถในการระดมทุนจากต่างประเทศอีกด้วย


นั่นจึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลพยายามทำงานอย่างขะมักเขม้น เช่น เดินสายโรดโชว์ไปสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามา ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว เพราะมีนักลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ขานรับเข้ามาลงทุนในโครงการอีอีซีจำนวนมาก และมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกวัน


นอกจากนี้ยังต้องอาศัยสายสัมพันธ์หรือ Connection ที่ดีจากองค์กรธุรกิจเอกชนในประเทศ ที่จะช่วยดึงพันธมิตรจากต่างประเทศให้เข้ามาร่วมทุน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด ๆ ก็จากการเข้ามาซื้อซองประมูลในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ของวิสาหกิจและเอกชนจากหลาย ๆ ประเทศ


ในส่วนของนักลงทุนไทย แม้จะแสดงความสนใจเข้าซื้อซองในครั้งนี้หลายราย แต่ก็ถือว่าผู้เล่นหลัก ๆ ที่เป็นเอกชนรายใหญ่ยังน้อย คงจะดีมากกว่านี้ หากเจ้าสัวต่าง ๆ ที่ติดอันดับ Top 5 หรือ Top 10 ของประเทศกระโดดเข้ามาในสนามลงทุนเองในโครงการนี้ หรือช่วยดึงพันธมิตรจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนกันเยอะ ๆ ในโครงการอีอีซี ก็จะเป็นภาพที่สวยงามของการรวมพลังมหาเศรษฐีไทยช่วยชาติ



***************************

การจัดอันดับเศรษฐีไทย โดยนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 พบว่ามูลค่าทรัพย์สินในครอบครองของเศรษฐีไทย 5 อันดับแรก อยู่ที่ 94,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,844,000 ล้านบาท)


-      เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ยังคงครองบัลลังก์แชมป์อันดับ 1 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 950,747 ล้านบาท)

-      เครือเซ็นทรัล เจ้าของมูลค่าทรัพย์สินในครอบครองกว่า 21,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 671,797 ล้านบาท)

-      อยู่วิทยา มหาเศรษฐีเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง (Red Bull) ที่มีมูลค่าทรัพย์สินราว 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 665,416 ล้านบาท)

-      สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวไทยเบฟ ที่ปีนี้หล่นฮวบมาถึง 2 อันดับ มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 17,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 551,257 ล้านบาท)

-      วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของกิจการค้าปลีกสินค้าปลอดภาษี คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ) ในอันดับที่ 5 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 164,724 ล้านบาท)

***************************


โครงการรถไฟความเร็วสูงถือเป็นงานชิ้นแรกของอีอีซี ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะนำอย่างอื่นตามมา เพราะฉะนั้น นัยของรถไฟความเร็วสูง จึงไม่ใช่มีแค่งานโครงสร้างหรืองานก่อสร้างราง, งานรถไฟ หรืองานสถานี แต่จะมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ประชาชนจะได้อะไร จะมีกิจกรรมหรือสร้างประโยชน์อะไรให้ประชาชน หรือคนในพื้นที่มีส่วนร่วมอะไรได้บ้าง เป็นต้นว่า สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฯลฯ  


ถ้าเปรียบไปแล้วรถไฟขบวนนี้จะต้องลากจูงประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มาให้ประชาชน ชุมชนคนในพื้นที่ ณ จุดนี้ผมรู้สึกดี ที่บีทีเอสกับซีพี ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรไทยที่ใหญ่และมีศักยภาพ แสดงตัวชัดเจนว่าต้องการเข้ามาทำโครงการนี้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ของประเทศ ที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าทำยาก ใช้เงินลงทุนสูง และโอกาสคืนทุนยาวนาน แต่ก็กล้าหาญที่จะเข้ามาแบกภาระเพื่อชาติ



โดยเฉพาะกับซีพีที่มีมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจระดับโลก มีประสบการณ์การธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานเกือบ 100 ปี ทางด้านการเกษตร อาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ความจำเป็นแห่งชีวิต หากได้โครงการรถไฟไปทำได้จริง แล้วสามารถต่อยอดด้วยการขนทักษะ องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่มี เช่น เกษตร ปศุสัตว์ อาหาร ความเชี่ยวชาญด้านการตลาด ฯลฯ มาแปลงเป็นประโยชน์หรือมาสร้างประโยชน์ให้ประชาชน ช่วยเหลือประชาชน ก็จะเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างสง่างาม ที่สำคัญถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ตามที่คุณธนินท์เคยลั่นวาจาไว้ ซึ่งผมและ(เชื่อว่า)คนไทยทั้งชาติจะปรบมือคารวะด้วยความเต็มใจในฐานะคนจริง ไม่ใช่แค่มาทำธุรกิจให้รวยแล้วเลิก หรือรวยแล้วขนเงินออกไปต่างประเทศ หรือรวยแล้วไม่สนใจประชาชนที่เป็นลูกค้าของธุรกิจคุณ กล้าที่จะนิ่งดูดายหรือมัวแต่คำนวณว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ต้องมองเห็นทางได้มากกว่าก่อน จึงยอมเข้ามาลงทุน!!!


----------------------------------------


แหล่งที่มา: https://pantip.com/topic/37852229