ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน...คนมาประมูลต้องเก่งอะไรบ้าง?

หลังจากที่กลุ่มทุนแต่ละรายตบเท้าเข้าซื้อซองประมูลชิงไฮสปีด เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เลยลองมานั่งวิเคราะห์เล่นๆ ว่าแต่ละเจ้าทั้งที่คาดว่าจะเป็นผู้เล่นตัวจริง และเจ้าที่เข้ามาหยั่งเชิงมองหาโอกาสในตลาดการประมูล ในกระทู้นี้เลือกหยิบมาเฉพาะบริษัทไทยที่เป็นผู้เล่นหลักๆ ไม่ได้รวมถึงพันธมิตรต่างชาติของแต่ละเจ้านะครับ ถ้าใครมีข้อมูลเสริมตรงไหน คอมเม้นไว้เลย เพิ่มเติมให้ครับ 



31 บริษัทที่เข้าซื้อซองประมูลไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน

  


กลุ่มซีพี 

เริ่มกันรายแรกที่เป็นตัวเต็งอย่างซีพี เจ้าสัวธนินท์บอกว่าอยากทำทั้งรถไฟความเร็วสูงและพัฒนาที่ดินมักกะสัน ซึ่งคาดว่าที่เจ้าสัวแกบอกว่าอยากได้ทั้งคู่ และทุ่มสุดตัวกับโปรเจคนี้ ส่วนตัวคิดว่าถ้าลงทุนทำรถไฟอย่างเดียว โอกาสคืนทุนคงใช้เวลานาน แถมพอครบ 50 ปีสมบัติพวกนี้ก็ต้องยกให้รัฐ ดังนั้นจุดดึงดูดที่อยากทำให้ลงทุนในสนามนี้ ก็คงไม่พ้นที่ดินรอบๆสถานีรถไฟ ซึ่งเหมือนเป็น "หัวใจ" ของอีอีซี ที่ผู้ชนะประมูลจะสามารถทำกำไรได้ งานนี้ถึงแม้ว่าซีพีจะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำพวกระบบรางมาก่อน แต่ก็คิดว่าเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะใช่ปัญหาใหญ่ เพราะพันธมิตรที่ไปจับมือด้วย ทั้งจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เชื่อว่าพอผนึกกำลังกันได้ลงตัว คงเสริมความแข็งแกร่งได้อีกมาก  



กลุ่มบีทีเอส

กลุ่มนี้มาแรงไม่แพ้กลุ่มซีพี ตั้งแต่เปิดตัวด้วยการชูจุดแข็งที่มีประสบการณ์ในการทำรถไฟฟ้ามานาน ซึ่งท่าทีในช่วงแรกแสดงออกชัดว่าอยู่ขั้วตรงข้ามกับซีพี  แต่หลังจากที่เจอเจ้าสัวคีรี เจอมรสุมรถไฟฟ้าขัดข้องบ่อยๆ จนทำคนกรุงไม่พอใจ ก็ทำให้ภาพลักษณ์ในการจะเข้าไปชิงตลาดรถไฟความเร็วสูงถึงกับสะดุด ซึ่งภายหลังก็ได้เผยมาเพิ่มเติมว่าพร้อมเปิดกว้างจับมือกับทุกฝ่าย  โดยจนถึงตอนนี้ก็ยังหาพันธมิตรที่ตกลงกันเรื่องหุ้นส่วนไม่ลงตัว  แต่อย่างไรก็ดีในช่วงก่อนที่จะถึงเวลายื่นซองประมูลในเดือน พ.ย. นั้น บีทีเอสก็ลงพื้นที่ระยองเพื่อสำรวจแนวส่วนต่อขยายไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ตั้งแต่ช่วงอู่ตะเภา-เมืองระยอง ซึ่งคาดว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นอกจากดูเส้นทางแนวการก่อสร้าง ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงชาวบ้านในพื้นที่ด้วย 



กลุ่มเซ็นทรัล

รายนี้ชัดเจนแล้วว่าเข้าซื้อซองประมูลเพื่อต้องการที่ดินในเชิงพาณิชย์เท่านั้น ทั้งมักกะสัน 140 ไร่ และสถานีศรีราชาอีกประมาณ 30 ไร่ ซึ่งสองพื้นที่นี้หากผู้ประมูลใดได้ไป ก็ต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามราคาตลาดและให้รัฐมีส่วนร่วมในการรับกำไรเมื่อโครงการมีกำไร ซึ่งทางเซ็นทรัล ก็อออกมายืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะไม่เป็นแกนนำยื่นประมูล แต่จะเป็นพันธมิตรร่วมทุน และเน้นการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ตามความถนัด ตามคอนเซปว่าเซ็นทรัลมองทุกทำเลคือโอกาส ซึ่งพื้นที่ระยองและศรีราชา สามารถขยายลงทุนได้อีกเยอะ 



กลุ่ม ปตท.

เป็นอีกหนึ่งรายใหญ่ที่ เข้ามาซื้อซองและยังไม่มีความชัดเจนด้านพันธมิตรว่าจะจับมือกับใคร แต่ก็ได้ส่งตัวแทนบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (ประเทศไทย) หรือ EnCo เข้าไปซื้อซองประมูลเช่นกัน  ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ ปตท.ก้าวข้ามไลน์ไปลุยธุรกิจระบบราง  คาดว่าสาเหตุที่ ปตท. ตัดสินใจเข้ามาลุยในตลาดที่ตัวเองไม่ถนัดนี้  เพราะอนาคตวงการอุตสาหกรรมพลังงานก็จะต้องถูก Disruptive Technology ด้วยเช่นกัน ทั้งในเรื่องการผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน หรือแม้แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า  โดยนอกจากนี้ ปตท.ยังมองไปถึงการพัฒนาธุรกิจกลุ่มดิจิทัล ,อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (IoT) ในพื้นที่เขต EEC อีกด้วย



กลุ่มทีพีไอโพลีน

ทีพีไอโพลีน หรือ TPIPP มองว่าคงเข้ามาเพื่อหวังเป็นซับคอนแทรค แต่ไม่ใช่แกนนำตัวหลัก  เพราะการก่อสร้างโครงการใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าเป็นโอกาสทองของบริษัทจำพวกรับเหมา ก่อสร้างอยู่แล้ว และคิดว่าคงเข้ามาเพื่อต่อยอดขยายฐานธุรกิจเดิม อีกอย่างอาจเป็นโอกาสที่จะได้เข้ามาซัพพอร์ตด้านระบบไฟฟ้าในโครงการดังกล่าว




    ท่าทีของแต่ละกลุ่มทุน คงจะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยต่อจากนี้จะมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจให้กับผู้เข้าซื้อซองประมูลอีก 2 ครั้ง คือวันที่  23 ก.ค.61 และครั้งที่สองวันที่ 24 ก.ค.61 ณ สโมสรรถไฟชั้น 2 การรถไฟแห่งประเทศไทย โดย รฟท.จะนำผู้ยื่นข้อเสนอไปดูสถานที่ก่อสร้างของโครงการในวันที่ 24 ก.ค.61 และจะเปิดให้มีการส่งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ หรือคำถามเกี่ยวกับเอกสารการคัดเลือกเอกชน ระหว่างวันที่ 10 ก.ค. - 9 ต.ค.61 


สำหรับกำหนดการรับซองข้อเสนอ จะมีขึ้นในวันที่ 12 พ.ย.61 เวลา 09.00 - 15.00 น. โดยผู้ยื่นข้อเสนอต้องยื่นหลักประกันซองพร้อมกับการซื้อซองเอกสารข้อเสนอ มูลค่า 2,000 ล้านบาท และต้องชำระค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอให้แก่ รฟท.เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านบาท ที่สำนักงานโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงค์ มักกะสัน และผู้ที่ยื่นเสนอผ่านการประเมินข้อเสนอจะต้องวางหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารให้กับ รฟท. ในวันที่เข้าทำสัญญาร่วมทุนเป็นมูลค่า 4,500 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนของเอกชนคู่สัญญา




ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศผู้ชนะการประมูลช่วงเดือน ม.ค. 62  โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้ ไม่ว่ากลุ่มทุนใดจะเป็นแกนนำหรือฝ่ายใดเป็นผู้ร่วมลงทุน ต้องนับว่าเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจริง ๆ อีกทั้งจะต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์การเดินเกมส์ที่รอบครอบ เพราะอันที่จริงแล้วหัวใจของโครงการอาจไม่ใช่กำไรในการบริหารโครงการรถไฟความเร็วสูงและที่ดินเชิงพาณิชย์อย่างเดียว แต่หากคือ โครงการที่เป็นอนุสรณ์กับประเทศไทย  เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ที่จะถูกกล่าวถึงอีกชั่วลูกชั่วหลาน