ภาษีลาภลอย: เรื่องบ่มิไก๊


 ที่รัฐบาลออกร่าง พรบ.ภาษีลาภลอยนั้น เป็นเรื่องหลอกเด็ก ไม่มีแก่นสาร และจะเก็บอะไรไม่ได้ เพียงแต่ "แสดงละคร" ให้เห็นว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ทำอะไรไม่ได้ เป็นแค่ "มะเขือเผา"

           วันนี้ ผมในฐานะประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ. .... (Windfall Tax) หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ภาษีลาภลอย" (https://bit.ly/2JpXwpi) เพื่อให้ทุกท่านได้ตาสว่างว่าไม่มีอะไรในกอไผ่

           ภาษีนี้เก็บกับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือเป็นเจ้าของห้องชุด บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดรอการจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ อันได้แก่โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สนามบิน ท่าเรือ โครงการทางด่วนพิเศษ และโครงการอื่น ๆ ที่กำหนดในกฎกระทรวง

           การจัดเก็บภาษีใน 2 กรณีดังนี้ กรณีที่ 1 คือ การจัดเก็บในระหว่างการดำเนินโครงการฯ จะจัดเก็บจากการขายหรือเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือห้องชุดทุกครั้ง รอบพื้นที่โครงการฯ ในรัศมีที่กำหนด กรณีที่ 2 คือ การจัดเก็บเมื่อการดำเนินโครงการฯ แล้วเสร็จ จะจัดเก็บจากที่ดินหรือห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท (ยกเว้นใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยและทำเกษตรกรรม) และเก็บจากห้องชุดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รอการจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการฯ เพียงครั้งเดียว โดยพื้นที่จัดเก็บภาษีได้แก่

           1. รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน พื้นที่ในรัศมี 2.5 กิโลเมตร รอบสถานี

           2. สนามบิน พื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตร จากแนวเขตห้ามก่อสร้างของสนามบิน

 3. ท่าเรือ พื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตร จากแนวเขตที่ดินของท่าเรือ

           4. โครงการทางด่วนพิเศษ พื้นที่ในรัศมี 2.5 กิโลเมตร รอบทางขึ้นและทางลง

           ในการจัดเก็บให้กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดเก็บภาษีโดยมอบอำนาจให้กรมที่ดินจัดเก็บภาษีแทนในกรณีที่ 1 และมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีแทนในกรณีที่ 2 ทั้งนี้ กรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจรับส่วนลดหรือค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของภาษีที่รับชำระ ทั้งนี้อัตราภาษีที่จัดเก็บ กำหนดอัตราเพดานภาษีสูงสุดที่กรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บได้ ไม่เกินร้อยละ 5 ของฐานภาษีส่วนอัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดในพระราชกฤษฎีกา

           ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรกโครงการฯ ที่ทำสัญญาก่อนร่างพระราชบัญญัติฯ มีผลบังคับใช้และยังพัฒนาโครงการฯ ไม่แล้วเสร็จ ให้คำนวณฐานภาษีจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินหรือห้องชุดที่เพิ่มขึ้นระหว่างมูลค่าในวันที่ร่างพระราชบัญญัติฯ มีผลบังคับใช้ และมูลค่าในวันที่โครงการฯ แล้วเสร็จ เว้นแต่ในกรณีห้องชุดที่ปลูกสร้างใหม่ ให้คำนวณส่วนต่างของมูลค่าห้องชุดโดยใช้มูลค่าห้องชุดที่คำนวณได้คูณด้วยร้อยละยี่สิบ เนื่องจากไม่สามารถคำนวณมูลค่าห้องชุดที่เพิ่มขึ้นมาได้ และโครงการฯ ที่ทำสัญญาหลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติฯ มีผลบังคับใช้ ให้คำนวณฐานภาษีจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินหรือห้องชุดที่เพิ่มขึ้นระหว่างมูลค่าวันที่รัฐเริ่มดำเนินโครงการฯ และมูลค่าในวันที่โครงการฯ แล้วเสร็จ เว้นแต่ในกรณีห้องชุดที่ปลูกสร้างใหม่ ให้คำนวณส่วนต่างของ มูลค่าห้องชุดโดยใช้มูลค่าห้องชุดที่คำนวณได้คูณด้วยร้อยละยี่สิบ เนื่องจากไม่สามารถคำนวณมูลค่าห้องชุดที่เพิ่มขึ้นมาได้

           การคำนวณมูลค่าที่ดินและห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์กำหนดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ โดยการคำนวณภาษีให้ใช้ฐานภาษีของที่ดินหรือห้องชุดที่คำนวณได้คูณด้วยอัตราภาษี

           ที่ดูน่ากลัวแต่จริงๆ ไม่มีอะไรก็คือเรื่องบทลงโทษ กรณีผู้เสียภาษีมิได้ชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งเตือน เมื่อพ้นเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีเพื่อนำเงินมาชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึด อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นได้ แต่ห้ามมิให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีเกินกว่าความจำเป็นที่พอจะชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายดังกล่าว

            ผมขอวิพากษ์ดังนี้:

           1. เป็นภาษีที่รกรุงรัง ไม่มีความจำเป็น

           2. ทำความวุ่นวาย สร้างต้นทุนในการจัดเก็บ

           3. เป็นแค่การ "เขียนเสือให้วัวกลัว" เพราะจะจัดเก็บสำหรับทรัพย์ที่มีราคาคา 50 ล้านบาทขึ้นไปเป็นหลัก

           4. เป็นภาษีที่คงจะจัดเก็บอะไรแทบไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน คล้ายภาษีมรดก

           5. เป็นภาษีที่ซ้ำซ้อนกับภาษีอื่น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

           6. การใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์นั้น ราคาดังกล่าวมักต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะทรัยพ์สินราคาแพงๆ มักจะมีราคาประเมินราชการต่ำเป็นพิเศษ เป็นการช่วยคนรวยอยู่แล้ว

           7. อันที่จริงควรจัดเก็บภาษีการเพิ่มค่า (Betterment Tax) เช่น ตอนซื้อมาราคา 1 ล้านบาท ตอนขายไปหากมีราคา 5 ล้านบาท ก็คิดส่วนที่กำไร คือ 4 ล้านบาทสัก 20% เข้าหลวง เพราะยังไง ๆ ก็กำไรมหาศาลอยู่แล้ว ควรแบ่งเข้าหลวงมาพัฒนาประเทศบ้าง แต่เรื่องดีๆ เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนส่วนใหญ่อย่างนี้ รัฐบาลและ คสช. จะไม่ทำ (ไม่รู้เป็นยังไง สังเกตมาหลายทีแล้ว . . . มักทำแต่เรื่องปลีกย่อยเช่นภาษีลาภลอยนี้)

ที่มา : http://bit.ly/2MyEDmF