รถไฟความเร็วสูงการปฏิรูประบบรางครั้งสำคัญของประเทศไทย

มีผลการศึกษาว่าในหลายประเทศทั่วโลกที่มีรถไฟความเร็วสูงให้บริการ พบปัญหาเดียวกันคือ "ภาวะขาดทุน" มีเพียง 2 สายที่ทำกำไรคือ สายโตเกียว-โอซากา (Tokyo-Osaka) ในประเทศญี่ปุ่น และสายปารีส-ลียง (Paris-Lyon) ในประเทศฝรั่งเศส 


หลายคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อมีข้อมูลการสำรวจที่พิสูจน์ชัดเช่นนี้ เหตุใดประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แทนที่จะลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่ ให้ครอบคลุมมากกว่านี้ เพื่้อใช้ประโยชน์ด้านการขนส่งสินค้า ซึ่งน่าจะช่วยให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงที่เน้นขนส่งคนเป็นหลักมากกว่า


โดยตามแผนการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทยจะมีทั้งหมด 4 สาย คือ สายเหนือ, สายตะวันออก, สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แบ่งเป็นเส้นทางดังนี้



สายเหนือ (กรุงเทพ - เชียงใหม่)

1. ช่วง กรุงเทพ - พิษณุโลก

2. ช่วง พิษณุโลก - เชียงใหม่


สายตะวันออก (เชื่อม 3 สนามบิน)

1. ช่วง ท่าอากาศยานดอนเมือง - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - ท่าอากาศยานอู่ตะเภา (เชื่อมต่อ 3 สนามบิน)

2. ช่วง ท่าอากาศยานอู่ตะเภา - ระยอง - ตราด


สายตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพ - หนองคาย)


1.ช่วง กรุงเทพ - นครราชสีมา

2.ช่วง นครราชสีมา - หนองคาย


สายใต้ (กรุงเทพ - ปาดังเบซาร์)

1.ช่วง กรุงเทพ - หัวหิน

2. ช่วง หัวหิน - ปาดังเบซาร์ 


โดยถึงแม้การสร้างรถไฟความเร็วสูง จะมีผลการศึกษาออกมาว่าส่วนใหญ่จะประสบปัญหาภาวะขาดทุน แต่สาธารณูประโภคเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสร้าง แม้ว่าทำแล้วจะขาดทุนก็ตาม ซึ่งโดยปกติแล้วกำไร ไม่ใช่ได้มาจากตั๋วโดยสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกำไรทางอ้อม อาทิ การบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เมืองใหม่ เรามาลองมาดูปัจจัยที่คาดว่ารถไฟความเร็วสูงจะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศเราได้อย่างไร 

 

 


1. เกิดการสร้างงานตลอดแนวที่รถไฟวิ่งผ่าน และสถานีที่จอด พี่น้องตามรายทางต่อไปนี้ จะได้มีธุรกิจของตัวเอง ได้เปิดร้านขายของ ร้านขายสินค้า และภาคการบริการต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ต้องดิ้นรนมาหางานทำในกรุงเทพ เป็นการกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาคอย่างเท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ตามสถานีต่างๆที่รถไฟจอด มีการค้าขายเกิดขึ้นจำนวนมาก มันทำให้จังหวัดที่รถไฟที่มีสถานีจอด มีการต่อยอดเรื่องอาชีพเกิดขึ้น ยังไม่นับการจ้างงานที่จะเกิดขึ้น เราอาจจะคิดว่าสถานีรถไฟมันก็มีขายของอยู่แล้ว ใช่ แต่อย่าลืมว่านี่คือสถานี hi speed train ผู้โดยสารแต่ละคน มีกำลังซื้อ ไม่ใช่สถานีรถไฟแบบเดิมที่เราคุ้นเคย ที่จะมีคนเดินเร่ขายไก่ปิ้ง รึถั่วต้ม ตามสถานี การมีสถานี hi speed train ในอนาคตก็ต้องมีการสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์มีร้านค้าทันสมัยมากมายมารองรับ

  

2. การเดินทางสะดวกขึ้น มีตัวเลือกมากขึ้น จากแต่เดิม กรุงเทพ เชียงใหม่ถ้าอยากให้เร็ว ก็ต้องไปเครื่องบิน สมมุติเราจะไปเชียงใหม่ เครื่องออก เที่ยง ก็ต้องไปถึงสนามบินเช็คอินก่อน 1 ชม. ใช้เวลาบินอีก 1 ชม ถึงสนามบิน รอกระเป๋าอีก 20 นาที สรุปแล้ว ใช้เวลา 2.30 เผื่อ โดยประมาณ กับค่าตั๋ว ถ้าวันธรรมดาก็ประมาณ 700-800 บ.โลคอสต์ ถ้าเป็น เสาร์ อาทิตย์ ราคาก็จะเป็นราวๆ 1500 แต่ถ้าผมนั่งรถไฟความเร็วสูง 3 ชม. ค่าโดยสาร 500กว่าบาท เสาร์ อาทิตย์ไม่มีคิดเพิ่ม ช้ากว่านั่งเครื่อง 30 นาที ก็ยังรับได้นะ นั่งชิวๆ ดูวิว มีความสุขจะตาย นี่ไม่นับคนแก่ที่กลัวการขึ้นเครื่องนะ ถ้ากลัวก็นั่งกลางคืน ถึงเช้า 10 ชม. เลือกเอา

 

3.กระตุ้นการท่องเที่ยว อีกเหตุผลนึงที่คนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วอยากจะทำ คืออยากจะได้สัมผัส นั่งรถไฟชินคันเซ็นสักครั้ง เวลานี้หากไปดูชินคันเซ็นไม่ได้มีแต่เฉพาะคนญี่ปุ่นนั่ง ต่างชาติก็นิยมใช้บริการไม่แพ้กัน ต่อไปนี้ แทนที่นักท่องเที่ยงจะกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพ ก็จะเริ่มกระจายตัวออกไปต่างจังหวัด เพราะเดินทางสะดวก จากแต่ก่อน จะไปเที่ยวอยุธยา ลพบุรี ถ้าเก่งๆก็นั่งรถไฟไทยหวานเย็น วิ่งฉึกฉักกว่าจะถึง เวลาเดินทางก็นาน 2-3 ชม กว่าจะึถึง ถ้ามาเป็นกลุ่ม ก็เหมาแท๊กซี่ เหมารถตู้ โดนแท๊กซี่ (บางคน ) หลอกฟันค่าโดยสาร 2000-3000 ไป เค้าก็เอาไปบอกต่ออีกว่าโดนหลอก พาลเกลียดเมืองไทยซะงั้นว่ามาเที่ยวมีแต่โดนหลอก

 

4.ความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะเค้ามองเห็นศักยภาพของเราว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ คลอบคลุม โลจิสติคเพอร์เฟค เค้าก็อยากจะมาลงทุน ไม่มีนักลงทุนที่ไหนหรอก ที่จะอยากมาลงทุนในประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังเป็นโลกที่ 3 อยู่ เราข้ามผ่านประเทศที่เป็นค่าแรงถูกมาแล้ว เราใช้ข้ออ้างนี้มาอ้างกับต่างชาติไม่ได้แล้ว เราต้องมองไปที่อุตสาหกรรมที่ hi-tech มากยิ่งขึ้น จะมานั่งเย็บเสื้อ 3 ตัวร้อยอยู่ได้ยังไง



ส่วนตัวผมคิดว่าสาธารณูประโภคต่างๆพวกรถไฟ ถนน ทางด่วน เครื่องบิน ฯลฯ สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อประเทศต้องสร้างอยู่แล้ว แม้ว่าทำแล้วจะขาดทุนก็ตาม ไม่ว่ารัฐลงทุนเอง หรือจะเป็นเอกชนเข้ามาลงทุน การที่เราเริ่มเร็ว ก็ได้เปรียบคู่แข่ง และยิ่งในรัฐบาลยุคนี้มีกฏหมาย PPP ที่เปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเมกกะโปรเจกต์พวกนี้ด้วยแล้ว ผมคิดว่าประเทศไทยจะก้าวกระโดดได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างแน่นอน