รถไฟความเร็วสูง...คุ้มค่ากว่าเครื่องบิน?

 

เมื่อรถไฟความเร็วสูงกำลังจะวิ่งเข้ามาในเมืองไทย หลายคนก็เกิดคำถามว่า ในเมื่อเรามีเครื่องบินบินไปทั่วประเทศอยู่แล้ว ทำไมต้องมีรถไฟความเร็วสูงด้วยล่ะ ทั้งที่เครื่องบินเดินทางได้เร็วกว่า ไม่ต้องแปลกใจเลยละครับ เพราะคำถามนี้ มักจะเกิดขึ้นกับทุกประเทศก่อนเริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่ข้อสงสัยนี้ก็มีคำอธิบายด้วย 3 เหตุผลหลักๆ นั่นก็คือ รถไฟความเร็วสูง “เร็วกว่า สะดวกกว่า และปลอดภัยกว่า”




 “เร็วกว่า” ก็คือรถไฟความเร็วสูง ไม่ได้ทำให้เราเสียเวลามากเท่ากับเครื่องบิน ลองคิดดูง่ายๆ ถึงแม้เราจะใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินเดินทางไปถึงที่หมายเพียงแค่ 1 ชั่วโมง แต่ระหว่างเดินทางไปขึ้นเครื่องบินนี่แหละครับ ที่ทำเราต้องเสียเวลาไปนานแบบคาดไม่ถึง เริ่มจากขับรถหรือนั่งแท็กซี่ฝ่ารถติดไปยังสนามบินไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง เมื่อไปถึงแล้วต้องใช้เวลาเช็คอิน 30 นาที รอขึ้นเครื่องอีก 1 ชั่วโมง อยู่บนเครื่องบิน 1 ชั่วโมง เมื่อลงจากเครื่องบินแล้ว ต้องโหลดสัมภาระ 30 นาที และยังต้องนั่งแท็กซี่หรือขับรถยนต์เข้าไปในตัวเมืองอีก 30-45 นาที เพราะสนามบินมักจะอยู่ชานเมืองนั่นเอง เมื่อรวมเวลาขึ้นเครื่องบินทั้งหมด ก็ปาเข้าไปเกือบๆ 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว แต่หากเรานั่งรถไฟความเร็วสูง ในระยะทาง 200-300 กิโลเมตร 

 เราจะใช้เวลารวมกันแค่เพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นครับ เพราะรถไฟจะวิ่งด้วยความเร็ว 250-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่ต้องเสียเวลาเตรียมตัวก่อนขึ้นรถไฟเหมือนขึ้นเครื่องบินด้วย ข้อมูลจากผลงานวิจัยหลายสถาบันพบว่า ระยะทางมากกว่า 800 กิโลเมตร เดินทางด้วยเครื่องบินคุ้มค่าที่สุด ระยะทาง 200-300 กิโลเมตร เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงคุ้มค่าที่สุด และระยะทางต่ำกว่า 200 กิโลเมตร เดินทางด้วยรถยนต์ หรือรถไฟธรรมดาคุ้มค่าที่สุด

นอกจากรถไฟความเร็วสูงจะใช้เวลาน้อยกว่าเครื่องบินแล้ว  ยัง “สะดวกสบายกว่า” ด้วย เพราะเราสามารถเปิดมือถือคุยโทรศัพท์ได้ ทำงานผ่าน Notebook ได้ และยังสามารถชมวิวทิวทัศน์ 2 ข้างทางอย่างรื่นรมย์ได้อีกด้วย 

ส่วนเหตุผล “ปลอดภัยกว่า” จากสถิติระดับสากลที่ถูกบันทึกไว้พบว่า 

รถไฟความเร็วสูงเกิดอุบัติเหตุน้อยครั้งกว่าเครื่องบิน 

  



 

ที่มา True4u