มาแน่! อภิมหาโปรเจ็กต์พลิกประเทศ ปี 2562

ปี 2562 เป็นปีที่ต้องจารึกการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย กับอภิมหาโปรเจ็กต์ที่ต้องบอกว่า…มาแน่! ไม่ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเป็นอย่างไร แต่ถือเป็น ‘ปีทองการลงทุน’ ของเมืองไทย



ประกาศชื่อผู้ชนะ ลุยทันที ‘รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน’

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ‘ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา’ มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ภายใต้อายุสัมปทานนาน 50 ปี ของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่โหมโรงกันมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 และคาดหมายจะสะเด็ดน้ำลงนามสัญญาฉลองเดือนแรกของปี 2562 นับเป็นการเปิดปฐมบทการลงทุนระดับอภิมหาโครงการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC มีอานุภาพสูงยิ่งในการดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วทั้งโลก

แต่มีนักลงทุน 2 กลุ่มใหญ่ที่ชิงดำกัน คือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร กับ กลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ผลปรากฏว่าการพิจารณาด้านการเงินของผู้ที่เสนอราคาทั้ง 2กลุ่ม ปรากฏว่ากิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ได้ยื่นขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลน้อยที่สุด โดยเสนอขอรับเงินอุดหนุนเพียง1.17 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากรอบวงเงินที่กำหนดไว้ 1.19 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ที่เสนอ 1.69 แสนล้านบาท สูงกว่ากรอบถึง 5 หมื่นล้าน โดยในวันที่3 มกราคม 2562 เวลา 9.00 น. คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะประชุมร่วมกันเพื่อสรุปกรอบการเจรจา จากนั้นจะเชิญกลุ่มซีพีมาเจรจาต่อรอง ใช้เวลาเจรจาราว 2 สัปดาห์ จึงเสนอเข้า ครม. และลงนามสัญญาภายในวันที่ 31 มกราคม 2562 นี้


ไทย–เทศพร้อมลุย ‘มหานครการบินภาคตะวันออก’

แม้การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาสู่มหานครการบินภาคตะวันออกจะเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 2.9 แสนล้านบาท แต่หาใช่อุปสรรคแห่งการสรรหานักลงทุน เพราะเมื่อกองทัพเรือเปิดขายซองทีโออาร์ ปรากฏว่ามีนักลงทุนมายื่นขอซื้อซองเอกสารชี้ชวนการลงทุนสูงถึง 42 บริษัท ประกอบด้วยบริษัทไทย 24 ราย บริษัทต่างชาติ 18 บริษัท โดยกำหนดให้พื้นที่ 6,500 ไร่ บริเวณสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง เป็น ‘เขตส่งเสริม:เมืองการบินภาคตะวันออก’ (พื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินฯ)

ในด้านรูปแบบการลงทุน เป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ (Public Private Partnerships : PPP) รัฐลงทุน 32% อีก 68% เป็นการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งโครงการนี้ใช้เงินลงทุนรวม 290,000 ล้านบาท (ภาครัฐ 17,768 ล้านบาท ภาคเอกชน 272,232 ล้านบาท) ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 189,999 ล้านบาท  ไม่นับรวมการจ้างงาน 15,640 ตำแหน่งต่อปี ผลตอบแทนโครงการ 193,612 ล้านบาท (ภาครัฐ 119,353 ล้านบาท ภาคเอกชน 74,259 ล้านบาท) โดยจะเปิดให้มีการรับซองข้อเสนอ ณ ห้องประชุมกองทัพเรือ ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และคัดเลือกนักลงทุนเพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการในช่วงเดือนเมษายน 2562



‘3 โครงการยักษ์’ จัดไปอีก 1.42 แสนล้าน

นอกเหนือจาก 2 โครงการดังกล่าวแล้ว ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังมีอีก 3โครงการที่จะมีการลงทุนในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมมูลค่ากว่า 1.42 แสนล้านบาท ได้แก่

  • โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3
  • โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3
  • โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา 



‘รถไฟฟ้า–ทางคู่’ มาพร้อมสรรพ

ในส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัตินอกเหนือจากโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ EEC ยังมีโครงการรถไฟทางคู่เฟสที่ 2 เส้นทางเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่สายใหม่ที่คาดว่าจะก่อสร้างเป็นเส้นทางแรกจากทั้งหมด 9 เส้นทาง รวมถึง โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน–ราษฎร์บูรณะ) และ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม–บางขุนนนท์) ที่จะมีการประมูลภายในช่วงต้นปีและเชื่อว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 เช่นเดียวกัน และเมื่อรวม 3 โครงการ มีมูลค่ากว่า 2.71 แสนล้านบาท



เม็ดเงิน 9.5 แสนล้าน แรงหนุนเศรษฐกิจปีนี้

ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2562 ภายใต้เงื่อนไขของการเลือกตั้ง และการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ไม่กระทบต่อความคืบหน้าของการดำเนินโครงการต่างๆอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงขั้นตอนการหาผู้ชนะการประกวดราคาของโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้ว เป็นไปตามกำหนดที่วางไว้ และคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) เป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่น่าจับตาคือ โครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วและคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 ที่มีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 9.55 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมของการพัฒนารายพื้นที่ที่ภาครัฐเน้นเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคือ พื้นที่ EEC ที่มีโครงการรัฐคิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 6.84 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 72 ของมูลค่าโครงการที่อยู่ในแผนงานการก่อสร้างทั้งหมดของปี 2562ซึ่ง ณ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาผู้ชนะการประกวดราคา โดยการวางโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับผ่าน พ.ร.บ. อีอีซี


ปีทองการลงทุน

หากพิจารณาความเป็นไปได้ของเม็ดเงินเบิกจ่ายที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากโครงการที่กำลังก่อสร้างและโครงการใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง โดยแบ่งการเบิกจ่ายเป็นเฟสย่อยๆ ตามความก้าวหน้าของแต่ละโครงการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2562 การเบิกจ่ายเงินของภาครัฐจาก Mega Projects สำคัญ มีความเป็นไปได้ที่จะสูงกว่าปี 2561 โดยการเร่งตัวของการเบิกจ่ายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 หรือหลังผ่านการเลือกตั้งในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว


ขอบคุณข้อมูลจาก salika