ศึกชิงดิวตี้ฟรี ปี62 แพ้ชนะไม่ได้จบแค่ประมูล

การประมูลดิวตี้ฟรีรอบนี้ใกล้เข้ามาทุกทีพร้อมมีเรื่องตามข่าวอย่างไม่ขาดสายและล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมาประมูลดิวตี้ฟรีดอนเมืองคิงเพาเวอร์ก็ชนะประมูลรอบนี้ไปด้วยการให้ผลประโยชน์กับทอท. สูงสุด17.65 ล้านบาทต่อเดือน 

https://www.posttoday.com/economy/506287

   แต่มารอบนี้มีข่าวค้านประมูลกันไม่ขาดสายทั้งที่การประมูลเป็นเรื่องที่ให้ผลประโยชน์ดีสุดและพอได้อ่านข่าวจากประชาชาติก็มาเข้าใจว่าการออกมาค้านมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังได้คือผู้เสียประโยชน์ใครเป็นตัวแทนใคร


ใกล้ได้ข้อสรุปเข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับโครงการประมูล“ดิวตี้ฟรี”ที่สนามบินสุวรรณภูมิและอีก3 สนามบินในภูมิภาครวมถึงโครงการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์สนามบินสุวรรณภูมิว่าจะต้องกลับไปเริ่มต้นนับ1 จากการเข้าพ.ร.บ.ร่วมทุนหรือเดินหน้าต่อเพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่แทนกลุ่ม“คิงเพาเวอร์” ที่จะหมดสัญญาในปลายกันยายน2563 นี้

ต้องบอกว่าการประมูลรอบนี้สนุกเข้มข้นน่าติดตามกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาแน่นอน

โดยเฉพาะพื้นที่ดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิเพราะเป็นสนามบินหลักของประเทศที่มีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินมากที่สุดและมีพื้นที่ดิวตี้ฟรีมากที่สุดที่สำคัญน่าจะเป็นการประมูลที่มีผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีและผู้ประกอบการรีเทลรายใหญ่ให้ความสนใจและพร้อมเข้าร่วมสนามแข่งขันมากที่สุด

และหากสังเกตจากสถานการณ์ในช่วง4-5 ปีหลังนี้มีผู้ประกอบการหลายรายเตรียมร่วมวงประมูลพร้อมทั้งเดินเกม“เขย่าขวัญ” ผู้ประกอบการรายเดิมมาเป็นระยะ

โดยเฉพาะดิวตี้ฟรีสัญชาติเกาหลีอย่าง“ล็อตเต้”ที่ได้เข้ามาลงทุน“ดาวน์ทาวน์ดิวตี้ฟรี”ที่ศูนย์การค้าโชว์ดีซีในย่านพระราม9 รอไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อนแต่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้เต็มที่ เนื่องจากยังติดล็อกเรื่อง“จุดส่งมอบสินค้า”หรือpick up counterที่สนามบินที่ยังไม่เปิดเสรี

หรือกลุ่ม“เซ็นทรัล”ยักษ์ค้าปลีกของไทยที่ร่วมทุนกับกลุ่มดีเอฟเอสสิงคโปร์ก็ประกาศลงแข่งเต็มที่เช่นเดียวกับกลุ่มเดอะมอลล์, บางกอกแอร์เวย์สรวมถึงShera Duty Free ที่คาดว่าไม่น่าพลาดร่วมสนามแข่งในรอบนี้


การประกาศตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่เหล่านี้เป็นเพียงแค่คำตอบ“ปลายทาง”ที่จะบอกว่ามีใครบ้างที่สนใจเท่านั้น


แต่ประเด็นสำคัญของการประมูลรอบนี้คืออยากให้ผู้อ่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลครั้งนี้เปิดใจรับฟังข้อมูลจากหลายๆส่วนให้รอบด้านใช้เหตุใช้ผลพิจารณาบนพื้นฐานความเป็นจริงของธุรกิจและอยู่ภายใต้กฎกติกาที่กำกับดูแล


ไม่อยากให้คิดกันเองว่ามันควรจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เพราะถ้าทุกคนคิดกันเองแบบไร้กฎกติการ้อยคนก็ร้อยความคิดเมื่อต่างคนต่างคิดว่าตัวเองคิดถูกทำถูกท้ายที่สุดย่อมนำมาซึ่งความ“ขัดแย้ง” และหาจุดที่เห็นร่วมกันได้ยาก

เห็นชัดเจนจากเมื่อ5 ปีก่อนที่กลุ่ม“ล็อตเต้ดิวตี้ฟรี” เข้ามาลงทุนถ้าจำไม่ผิดในปีนั้น“รวิฐาพงศ์นุชิต” นายกสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทยพร้อมด้วยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเสรีดิวตี้ฟรีด้วยการทำหนังสือร้องเรียนไปยังองค์กรต่างๆบีบให้บริษัทท่าอากาศยานไทยหรือทอท. เปิดเสรีจุดส่งมอบสินค้าหรือpick up counter ในสนามบินหลักๆ

แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะทอท.เองก็ทำอะไรไม่ได้ทำได้เพียงแค่บอกว่าให้รอสัญญาเดิมสิ้นสุดลงก่อนแล้วค่อยมาปรับเปลี่ยนกฎกติกากันใหม่

นับตั้งแต่นั้นมาทอท.กลายเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการ“ผูกขาด”ธุรกิจดิวตี้ฟรีและเป็นประเด็นที่กล่าวขานกันมาจนถึงขณะนี้

ทั้งๆที่รูปแบบการทำธุรกิจเมื่อ12-13 ปีที่ผ่านมานั้นก็ไม่มีใครที่พูดว่าหลักการให้สัมปทานพื้นที่ดิวตี้ฟรีต้องแยกpick up counter ออกมา

เช่นเดียวกับกรณีการกำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำหรือminimum guarantee ที่ทอท.ใช้หลักการคำนวณจากอัตราเงินเฟ้อคูณด้วยจำนวนผู้โดยสารและมีสเต็ปที่ต้องจ่ายตามเปอร์เซ็นต์จากยอดขายอยู่แล้ว

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันหากผลตอบแทนในสัญญาเดิมจะดูต่ำกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันเพราะในช่วงปี2548-2549 ซึ่งเป็นปีเริ่มเปิดสนามบินสุวรรณภูมินั้นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยรวมกันมีจำนวนเพียงแค่11-12 ล้านคน

ในทางกลับกันหากถามว่าสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทยเป็นใครแล้วสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเป็นใครคนในวงการก็รู้กันทั้ง2 องค์กรนี้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนไหน

คำถามที่ตามมาก็คือประเด็นที่ออกมาเรียกร้องนั้นทำเพื่อใคร? เพื่อประเทศชาติจริงๆหรือ?

ประมูลดิวตี้ฟรีรอบนี้หลายคนตกเป็น“เหยื่อ”บางคนถูกใช้เป็น“เครื่องมือ”ของความคิดต่าง

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายคิดทำและเล่นอยู่ในกฎกติกาเพราะสุดท้ายแล้วเชื่อว่าตอนจบของการประมูลครั้งนี้คงมีทั้งคนที่“สมหวัง” และคนที่“ผิดหวัง” แน่นอน!


ก็จะเห็นกันได้ชัดขึ้นว่าการทำธุรกิจสมัยนี้มันยากขึ้นอย่างมากจากแข่งประมูลแล้วยังต้องแข่งกันโจมตีเพื่อหาจุดที่ตัวเองเสียผลประโยชน์น้อยที่สุด


เครดิต:https://www.prachachat.net/columns/news-314860