“ดิวตี้ฟรีไทย” ภาพลักษณ์ประเทศไทย

“ดิวตี้ฟรีไทย” ภาพลักษณ์ประเทศไทย

เผยโฉม..เปิดหน้า..ให้เห็นกันชัดๆแล้ว “ศึกช้างชนช้าง” ชิงสัมปทาน “ดิวตี้ฟรีไทย” หลัง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ปิดขายซองประมูลไปแล้ว เมื่อวันที่ 18 เมษายน 62 ที่ผ่านมา มีบริษัทยักษ์ใหญ่ เข้าซื้อซองประมูล “ดิวตี้ฟรี” ใน 2 สัญญา โดยสัญญาแรก “ดิวตี้ฟรี-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” มี 5 ราย ประกอบด้วย 1.บจก.สรรพสินค้าเซ็นทรัล 2.บจก.คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี 3.บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 4.บมจ.การบินกรุงเทพ และ 5.บมจ.โรงแรมรอยัลออคิด เชอร์ราตัล (ประเทศไทย) ส่วนอีกสัญญารวม 3 สนามบิน คือ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต มี 4 ราย ประกอบด้วย 1.บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา 2.บจก.คิงพาวเวอร์สุวรรณภูมิ 3.บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ 4.บจก.เดอะมอลล์กรุ๊ป โดย ทอท.กำหนดให้ผู้ยื่นซองต้องแจ้งรายชื่อ Joint Venture ที่จะร่วมประมูลกับ ทอท. ก่อนกำหนดวันยื่นซองในวันที่ 22 พฤษภาคม 62 ไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ ทุกขั้นตอน ทอท.ได้เชิญ สคร. และ สตง.ร่วมสังเกตุการณ์ ทั้งวันที่ชี้แจงคุณสมบัติ ทั้งวันเปิดซอง เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามหลักธรรมาภิบาล...000... “ตาพญา” ส่องกล้องดูแล้ว ศึกชิงดิวตี้ฟรีครั้งนี้คงมีแค่ 3 ยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ “สู้จริง” ส่วนที่เหลือแค่มา “ซื้อซอง-ฝึกงาน” สะสมประสบการณ์เตรียมไว้ขึ้นเวทีรอบหน้า โดยกลุ่ม 3 ยักษ์ใหญ่ที่ฟิตซ้อมมาพร้อม “แข่งขันจริง” ประกอบด้วย 1.คิงเพาเวอร์ ในฐานะแชมป์เก่าที่มีประสบการณ์ยาวนาน 2.กลุ่มเซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไทย ที่คาดว่าจะร่วมกับ “ดีเอฟเอส” กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ และ 3.บมจ.การบินกรุงเทพ ของ นพ.ปราเสริฐปราสาททองโอสถ ที่คาดว่าจะร่วมกับ LOTTE Duty Free ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติจากเกาหลี “ตาพญา” เห็นรายชื่อแล้วต้องซู๊ดปาก เป็นศึกช้างชนช้างระดับ 5 ดาว ห้ามกระพริบตาเด็ดขาด ...000....

...000... บรรทัดนี้ “ตาพญา” เปิดดูจุดแข็ง-จุดอ่อนของแต่ละกลุ่มโดย “กลุ่มคิงเพาเวอร์” ภายใต้แม่ทัพ “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพียบพร้อมด้วยประสบการณ์มายาวนาน ภาพลักษณ์เด่น ชื่อเสียงดี เกียรติประวัติไม่เคยด่างพร้อย มีฐานทางการเงินมั่นคง มีสถานที่ตั้งมั่นอยู่ที่ “คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์” ซอยรางน้ำใจกลางเมืองหลวง คอมเพล็กครบวงจรบนพื้นที่หลายหมื่นตาราเมตร พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติได้จำนวนมาก นอกจากมีร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลกแล้ว ยังมีศูนย์อาหารชื่อดังหลากหลาย ตลอดจนโซนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยเสริมทัพด้วย "บัตรสมาชิกคิง เพาเวอร์" ที่มีการจัดโปรโมชั่นดีๆออกมาตลอดเวลา สินค้าล้วนได้รับการคัดสรรอย่างมีคุณภาพและราคาเป็นธรรม สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง ให้บริการแบบใจถึงใจ เป็น “จุดแข็ง” ทั้งความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความพร้อมของทีมงาน..ครบครัน !!! ...000...

...000... ขยับมาดู “กลุ่มเซ็นทรัล” เป็นกลุ่มทุนที่มีสายป่านยาว และหากได้ “ดีเอฟเอส” กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ มาร่วมด้วย ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งแหล่งทุน กลุ่มเซ็นทรัลกำลังอยู่ในยุคการแตกไลน์ เพื่อสยายปีกธุรกิจแบบครบวงจรธุรกิจ มีการขยายเติบโตขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้เครือเซ็นทรัลครอบคลุมธุรกิจหลายๆอย่าง อาทิ อสังหาริมทรัพย์ (CPN) , สินค้าอุปโภคบริโภค (CFG) , เครือห้างสรรพสินค้า (CDG) , เครือสายงานวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า (CHG) , กลุ่มเครื่องเขียน (COL) ไปจนถึงธุรกิจโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ ถือว่าเป็นบริษัทที่มีเครือข่ายใหญ่อันดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียว ล่าสุดเข้าร่วมลงทุนใน Grab Taxi กว่า 6 พันล้านบาท เพื่อใช้ต่อยอดธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร “ตาพญา” เชื่อว่ารอบนี้ “กลุ่มเซ็นทรัล” เอาจริง ไม่ใช่มาเล่นๆ เพียงแต่ยังขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเรื่องดิวตี้ฟรีในหลักการสำคัญ  ..000… นอกจากนี้ ช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมา “เซ็นทรัล” ได้เพิ่มธุรกิจ เปิดบริการ “Vat Refund” จุดรับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเซ็นทรัลมีธุรกิจแทบจะครบวงจรรวมทั้งได้ Vat refund มาอยู่ในมือแล้ว หากได้ธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” มาอยู่ในมืออีกชิ้น จะทำให้เซ็นทรัลกลายเป็นเสือติดปีก จึงไม่แปลกที่คนกลุ่มเครือข่ายกลุ่มเซ็นทรัลออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ เพื่อคัดค้านระบบสัมปทานเดิม เรียกร้องระบบสัมปทานแบบหมวดหมู่สินค้ามาใช้แทน ถึงวันนี้แล้ว “ตาพญา” ขอตั้งข้อสังเกตุกับการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ของ “วรวุฒิ อุ่นใจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) หรือ COL ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปในฐานะ “ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย” อาจไม่ใช่เรื่องของการผูกขาดธรรมดา แต่เคลื่อนไหวมีประเด็นเงื่อนงำน่าสงสัย “เลี่ยงไม่ใช่เกิดการผูกขาด” แต่กลับกลายเป็น “เส้นทางการผูกขาดสายใหม่” บรรทัดนี้ “ตาพญา”เป็นห่วงโครงสร้างเชิงธุรกิจของประเทศ หาก “กลุ่มเซ็นทรัล” สยายปีกครอบครองทุกธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จ มีเงื่อนปมอันตราย..การขัดต่อหลักการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม...การผูกขาดประเทศไทย !!! …000…

...000... กลุ่มที่สาม คือ บมจ.การบินกรุงเทพ ของ นพ.ปราเสริฐปราสาททองโอสถ ที่จับมือกับ LOTTE Duty Free ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติจากเกาหลี ต้องยอมรับเป็นกลุ่มคู่แข่งที่มีศักยภาพน่ากลัวไม่น้อย ไม่ใช่แค่ บมจ.การบินกรุงเทพ ที่มีธุรกิจโรงพยาบาล สายการบิน เป็นจุดแข็งเท่านั้น ล่าสุดยังได้เข้าเทคโอเวอร์บริษัทมอร์แดนฟรี ที่ได้เปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร อยู่ที่สนามบินสมุย อู่ตะเภา สุราษฎร์ธานี และหลวงพระบางแถมได้แรงหนุนจาก LOTTE Duty Free ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติจากเกาหลี ที่ตั้งเป้าเป็น เบอร์ 1 ของโลกในปี 2020 หลังได้ขยายอาณาจักรธุรกิจออกนอกเกาหลีใต้ เริ่มจากร้านค้าปลอดอากรที่เกาะกวมและจาการ์ต้า สนามสนามบินคันไซและย่านกินซ่าของญี่ปุ่นและดานัง เวียดนาม ส่งผลให้ปัจจุบัน LOTTE Duty Free ครองอันดับธุรกิจ ดิวตี้ฟรีอันดับ 1 ในเกาหลีใต้ และอันดับ 2 ของโลก ตั้งเป้าขึ้นอันดับ 1 ของโลกภายในปี 2563 …000… ทว่า แม้กลุ่มของ บมจ.การบินกรุงเทพ และ LOTTE Duty Free จะมีความแข็งแกร่งเรื่องแหล่งทุนและประสบการณ์ แต่ก็มีปัญหาภาพลักษณ์ไม่ดีในคดีอื้อฉาว และเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น โดย นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของ บมจ.การบินกรุงเทพ และพวก ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษ และปรับทางแพ่งผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ 1.นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 257,284,350 บาท 2.นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ 235,036,775 บาท และ 3.นางนฤมล ใจหนักแน่น 7,126,800 บาท กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ “คดีปั่นหุ้น” ต้องชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท และถูกสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ประสา “ตาพญา” ถือว่าเป็นคดีสาหัสสากรรจ์ บกพร่องเรื่อง“ธรรมาภิบาล” อย่างรุนแรง ...000... ขณะเดียวกันกลุ่มทุนเครือข่าย “บริษัท ล็อตเต้ กรุ๊ป” ก็มีปัญหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นข่าวโด่งดังเหม็นโฉ่ไปทั่วโลก “ชิน ดงบิน” ประธานบริษัท ล็อตเต้ กรุ๊ป ถูกคณะอัยการเกาหลีใต้ฟ้องคดีให้จำคุกเป็นเวลา 10 ปี ข้อหาทุจริต ยักยอกเงินในการบริหารกิจการ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,662 ล้านบาท แถมใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจให้แก่คนในครอบครัวอย่างผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายให้แก่กลุ่มบริษัท ลอตเต้ กรุ๊ป ถึง 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,990 ล้านบาท เป็นเหตุให้ “รองประธานบริษัท ล็อตเต้ กรุ๊ป” ต้องฆ่าตัวตาย หนีคดี หนีอาย “ตาพญา” เห็นแล้วเสียวแทนคนไทย หาก “บริษัท ล็อตเต้ กรุ๊ป” ได้รับสัมปทานดิวตี้ฟรีในไทย..จะซ้ำรอยโกงหรือไม่ ??? และจะโกยเอาเงินออกนอกประเทศไทยไปหรือไม่ ??? …000…

...0000... ถึงบรรทัดนี้แล้ว “ตาพญา” เสียดายที่ ทอท.ไม่ได้กำหนดใน TOR ว่าด้วยเรื่อง “ภาพลักษณ์” ใส่เป็น “ข้อห้าม” กำหนดผู้ยื่นประมูล ต้องไม่มีประวัติอื้อฉาวทางคดีเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีเรื่องของการขาดธรรมมาภิบาล ไม่มีเรื่องคดีทุจริตคอรัปชั่น ไม่เป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม “ตาพญา” ก็ว่าคงไม่สายเกินไป หาก ทอท.จะบันทึกไว้เป็นบทเรียน เก็บไปใช้ในการประมูลงานรอบหน้า ควรใส่ “ข้อห้าม” ไว้ให้เด็ดขาด-ชัดเจน เพราะการประมูล “ดิวตี้ฟรี” งานใหญ่ของชาติครั้งนี้มีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของพื้นที่ขายของเท่านั้น แต่เป็นเรื่องหน้าตาของประเทศชาติ เป็นเรื่องของหน้าตาคนไทย ไม่ควรได้กลุ่มทุนที่มีประวัติทุจริตคอรัปชั่นฉาวโฉ่ หรือคนที่มีปัญหา “ธรรมาภิบาล..บกพร่อง” อย่างรุนแรง..มารับงานใหญ่ของชาติไปบริหาร ...000... บรรทัดสุดท้าย “ตาพญา” คงต้องฝากถึง ทอท. ต้องพิจารณาการประมูลอย่างละเอียดรอบคอบกับ 3 กลุ่มทุนใหญ่ คือ “ยักษ์ใหญ่ดิวตี้ฟรีของไทย” พบกับ “ยักษ์ค้าปลีกชั้นนำของไทย” และ “ยักษ์ใหญ่ดิวตี้ฟรีระดับโลก” เพราะพื้นที่ “ดิวตี้ฟรีสนามบิน” เป็นหน้าตาประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี “ตาพญา” หวังว่า ทอท.จะยืนอยู่บนพื้นฐานประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ทั้งด้านผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน ทั้งด้านผลตอบแทนที่เป็นภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลก เพราะเวลานี้สังคมกำลังจับตาการประมูลดิวตี้ฟรีครั้งนี้อย่างใกล้ชิดว่า ผลสุดท้ายจะได้ผู้ประกอบการภายในประเทศที่ช่วยรักษาเงินตราไม่ให้ไหลออกไปนอกประเทศ หรือผลสุดท้ายจะตกเป็นของธุรกิจร่วมทุนกับต่างชาตินำเงินไหลออกนอกประเทศ “ตาพญา” ขอชวนคนไทยร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิด !!!???

ตาพญา


จาก http://www.banmuang.co.th/news/politic/149393