เปิดใจ CEO เครือซีพี กับโปรเจคใหม่รถไฟความเร็วสูง...โจทย์หินที่ต้องก้าวข้าม

เป็นเวลานับสิบปีที่ประเทศไทย ไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่เท่าปัจจุบัน ยิ่งโดยเฉพาะการพัฒนาระบบราง แทบจะไม่เคยบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเลยสักฉบับ เพิ่งจะถูกนำมาปัดฝุ่น และบรรจุลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ฉบับที่ 12 (ฉบับปัจจุบัน) ในยุครัฐบาล คสช. นี้เอง ซึ่งโครงการที่มีความคืบหน้าชัดที่สุด คือ โครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ซึ่งหลังจากผ่านการคัดเลือก และได้ผู้ชนะการประมูล คือ กลุ่มซีพี ที่ได้เมกะโปรเจคก์นี้ไปครอบครอง ก็จะเป็นขั้นตอนที่บอร์ดอีอีซี เตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี ครม.อนุมัติ ในวันที่ 28 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้



แน่นอนว่า โปรเจกส์ใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ ย่อมทำให้ กลุ่มซีพี ถูกจับตามองว่า จะได้ผลประโยชน์มากแค่ไหน ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดใจในงานประชุมสัมมนา เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มธุรกิจต่างๆจากทุกประเทศทั่วโลกกว่า 400  คนเข้าร่วมประชุม จัดขึ้นสถาบันพัฒนาผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง และได้รับผลตอบแทนในอัตราที่ไม่สูง แต่เหตุผลสำคัญที่เครือฯสนใจและเข้าไปลงทุน เนื่องจากเป็นโครงการพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และสังคม ที่เครือยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ


“ถึงแม้จะยาก มีความเสี่ยงสูง แต่เครือซีพีต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ และดึงคนเก่งๆจากทั่วโลกมาช่วยกันทำให้สำเร็จ เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานแรกของภูมิภาคอาเซียน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง หรือ HUB  ของอาเซียน และยังส่งเสริมประเทศเพื่อนบ้านในแถบ CLMV ให้เติบโตไปพร้อม ๆ กันแบบยั่งยืนได้อีกด้วย”



CEO เครือซีพีฯ ได้ชี้ให้เห็นว่ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น เป็นหัวใจสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเมือง ซึ่งจะกระจายความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สู่ทุกชุมชน และคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ และการนำความรู้มาพัฒนาคน สร้างงานในยุค 4.0


ดังนั้น ประเด็นสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ การพัฒนา ซึ่งมีความหมายมากกว่าการลงทุน เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน


งบประมาณในการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินสูงนับแสนล้านบาท จึงนับเป็นโจทย์หินที่ภาคเอกชนอย่าง "ซีพี" ซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมาก่อน จะต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้