เปิดใจคุย เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ดร.คณิศ แสงสุพรรณ…

Q : รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน: ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา จำเป็นต่อการพัฒนาพื้นที่อีอีซีอย่างไร?

A : จำเป็นอย่างยิ่งครับ เป็นโครงการที่จะส่งผลดีต่ออีอีซีครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้น มิติด้านการท่องเที่ยว มิติด้านการลงทุน และมิติด้านคุณภาพชีวิต คุณภาพสิ่งแวดล้อม

ว่าไปแล้วโครงการนี้มีต้นทางความคิดมาจากการนำโครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก (กรุงเทพฯ – ระยอง) ที่มีอยู่แต่เดิม มาปรับปรุงพัฒนาให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

เดิมทีโครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก กำหนดจุดเริ่มต้นที่สถานีลาดกระบังของรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ ไปสิ้นสุดที่จังหวัดระยอง โดยกำหนดขนาดความกว้างของรางไว้ที่ 1.435 เมตร

ผู้โดยสารที่ต้องการจะเดินทางต่อเนื่องไปจังหวัดฉะเชิงเทรา – ชลบุรี – ระยอง จะไม่ได้รับความสะดวก เนื่องจากต้องลงรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์แล้วไปต่อรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่สถานีลาดกระบัง

ยิ่งไปกว่านั้น ตามโครงการเดิม ไม่ได้มีเส้นทางเดินรถเชื่อมเข้าไปในสนามบินอู่ตะเภา แต่ต้องจอดรับส่งผู้โดยสารนอกสนามบินที่สถานีพัทยา หรือสถานีระยอง แล้วผู้โดยสารต้องต่อรถเข้าไปที่สนามบินเป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร

ในกระบวนการปรับปรุงพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายตะวันออกเดิม มาเป็นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้ตระหนักถึงความสะดวกปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการบรรเทาความคับคั่งของยวดยานบนท้องถนน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยควบรวมรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ

การควบรวมรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งมีแผนลงทุนต่อขยายสายทางเชื่อมสนามบินดอนเมือง จากสถานีพญาไทอยู่แล้ว เข้าไว้กับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเดินทางให้เป็นการเดินทางแบบ “ไร้รอยต่อ” โดยผู้โดยสารไม่ต้องต่อรถ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยลดภาระหนี้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เกิดจากการให้บริการแอร์พอร์ตลิงก์กว่า 33,000 ล้านบาท และเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ รฟท.ขาดทุนถึงปีละประมาณ 30 ล้านบาท

เบ็ดเสร็จโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือการปรับปรุงพัฒนาโครงการที่มีอยู่เดิมจำนวน 3 โครงการ แล้วผนวกเข้าเป็นโครงการเดียวกัน คือผนวกโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ส่วนต่อขยาย “พญาไท – ดอนเมือง” กับโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายตะวันออก (กรุงเทพฯ – ระยอง) เข้าด้วยกัน เป็นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในการเดินทางโดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ และรถไฟฟ้าทุกขบวนเข้าไปจอดรับส่งผู้โดยสารถึงอาคารผู้โดยสารในสนามบินอู่ตะเภา

Q : ทำไมต้องเป็นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?

A : การใช้ชื่อโครงการว่า “โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ก็เพื่อต้องการบอกคนทั้งโลกว่าในอนาคต เราจะมี 3 สนามบิน ร่วมกันให้บริการในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศเป็นโครงข่ายเดียวกัน รองรับการเดินทางทางอากาศได้อย่างเพียงพอ

ผมอยากจะเรียนว่าการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็น เมืองการบินภาคตะวันออก เป็นเป้าหมายระยะ 5 ปีแรก และในระยะเวลา 10 ปี จะยกระดับเป็น มหานครการบินภาคตะวันออก รองรับการขยายตัวในขอบเขตประมาณ 30 กิโลเมตร รอบสนามบิน คือประมาณเมืองพัทยาถึงระยอง

อู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก

Q : เหตุใดจึงให้น้ำหนักกับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา?

A : เหตุผลสำคัญที่สุดของการทุ่มน้ำหนักให้กับการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เป็นเพราะทุกวันนี้ทั้งสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ต่างต้องรองรับปริมาณผู้โดยสารเกินกว่าขนาดสนามบินจะรองรับได้อยู่มาก

ขีดความสามารถในการรองรับปริมาณผู้โดยสารของสนามบินดอนเมืองอยู่ที่ 30 ล้านคนต่อปี แต่สถิติเมื่อปี 2561 ต้องแบกรับผู้โดยสารถึง 40.5 ล้านคน

ทำนองเดียวกัน ขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ที่ปีละ 45 ล้านคน แต่เมื่อปี 2561 ต้องแบกรับผู้โดยสารถึง 62.8 ล้านคน

ยิ่งไปกว่านั้น การขยายทั้งสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่ ดังนั้น การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา จึงเป็นทั้งทางเลือกและทางออกที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการให้บริการของสนามบินอู่ตะเภา จำเป็นต้องมีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มารองรับ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารให้สามารถเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้ ด้วยเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบบเดียวกับการเดินทางระหว่างสนามบินนาริตะ – โตเกียว ในญี่ปุ่น หรือ สนามบินอินชอน-กรุงโซล ในเกาหลีใต้

Q : ทำไมโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ต้องกำหนดความเร็วไว้ที่ 250 กม./ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางสั้นแค่ 220 กม.เท่านั้น?

A : คำตอบตรงไปตรงมาคือ เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง ให้สามารถเดินทางจากสนามบินอู่ตะเภาเข้ากรุงเทพฯ ได้ในเวลา 45 นาที และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเดินทางร่วมกันของ 3 สนามบิน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานรถไฟฟ้าความเร็วสูงระดับสากล ที่เรามีแผนจะเชื่อมต่อสายกับประเทศเพื่อนบ้าน จากส่วนต่อขยายระยอง – ตราดในอนาคต ไม่เช่นนั้นก็จะต้องรื้อทิ้งสร้างใหม่

Q : ทำไมให้สถานีมักกะสันรวมอยู่ในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?

A : ขอเรียนชี้แจงว่า วันนี้สถานีมักกะสัน มีจุดอ่อนหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีทางใต้ดินเชื่อมต่อกับขบวนรถไฟฟ้าในเมือง ผู้โดยสารต้องลากกระเป๋าเดินข้ามสกายวอล์คไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาศักยภาพ ดึงดูดให้คนเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

กรณีการใช้ประโยชน์จากสถานี รวมทั้งที่ดิน 140 ไร่ ไม่ได้ใช้ฟรี แต่เอกชนต้องจ่ายค่าเช่ากว่า 52,000 ล้านบาท ให้แก่ รฟท. โดยการครอบครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดยังคงเป็นของ รฟท.

Q : โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการลงทุนแบบไหน?

A : โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโครงการประเภทรัฐบาลร่วมทุนกับเอกชน ซึ่งเรียกว่า Public Private Partnership หรือ PPP และต้องถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการแบบ PPP โครงการแรกของอีอีซี 

Q : ทำไมต้องลงทุนทำโครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินแบบ PPP?

A : เหตุผลชัดๆ คือต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเหลือไปทำประโยชน์ด้านอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด

ตามหลักบริหารการคลังของประเทศ เรามี 3 กฏเหล็กที่ยึดเป็นหลักคือ

1) เงินงบประมาณมาจากภาษี ควรต้องพิจารณาใช้เพื่อคนด้อยโอกาส2) เงินกู้ เป็นหนี้สาธารณะ ใช้เพื่อการลงทุนที่มีผลตอบแทนต่ำ แต่เกิดประโยชน์มากต่อส่วนรวม3) การร่วมทุน เป็นการดึงเงินจากเอกชน แบ่งเบาภาระการลงทุนของรัฐ และช่วยรัฐบาลลดภาระทางการคลัง ลดภาระหนี้สาธารณะ

ประมาณการเบื้องต้นของการดำเนินโครงการในอีอีซี โดยใช้รูปแบบ PPP รวม 4 โครงการ ที่เป็นภาระการลงทุนของภาครัฐ 200,000 ล้านบาท แต่จะมีรายได้สุทธิกลับคืนสู่รัฐ 200,000 ล้านบาทเช่นกัน ได้แก่

1) โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

2) โครงการสนามบินอู่ตะเภา

3) โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

4) โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3

Q : รายละเอียดการลงทุนแบบ PPP กรณีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเป็นอย่างไร?

A : สาระสำคัญของการลงทุนแบบ PPP สำหรับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ

1). เอกชนลงทุนสร้างก่อน รัฐบาลทยอยลงเงินทีหลัง

ในระยะ 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการ เป็นหน้าที่ของเอกชนที่จะต้องจัดหาเงินลงทุนไปดำเนินการสร้างทางรถไฟให้เรียบร้อย ขณะที่รัฐบาลจะเริ่มสมทบเงินลงทุนให้ตั้งแต่ปีที่ 6 ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เอกชนทิ้งงานแล้วมีปัญหาค่าโง่เกิดขึ้น เหมือนกรณีโครงการโฮปเวลล์

2). ค้ำประกันทางการเงินหลายชั้น

เอกชนผู้ดำเนินโครงการมีหน้าที่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเอง ด้วยการค้ำประกัน 3 ชั้น คือ ต้องมีทุนเรือนหุ้นสูง – ต้องมีธนาคารค้ำประกัน – ทุกบริษัทในกลุ่มต้องค้ำประกันแบบลูกหนี้ร่วม

3). ไม่มีการค้ำประกันจำนวนผู้โดยสาร

รัฐบาลไม่มีการค้ำประกันจำนวนผู้โดยสาร แต่เป็นภาระที่เอกชนต้องคำนวณความเสี่ยงในการดำเนินโครงการ แล้วกำหนดเป็นมูลค่าที่จะขอเป็นวงเงินร่วมทุนจากรัฐบาล ซึ่งเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Net Cost PPP

หลักการนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกพากันพูดว่า โดยปกติทั่วไปแล้ว โครงการแบบนี้รัฐบาลจะเข้าไปประกันจำนวนผู้โดยสารตามที่ตกลงกัน คือถ้าจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ตกลงกัน รัฐบาลจะหาทางให้ความช่วยเหลือสนับสนุน

4). เอกชนที่ได้รับเลือกให้ดำเนินโครงการ ต้องขอวงเงินร่วมลงทุนจากรัฐบาลต่ำที่สุด

กรณีนี้กลุ่มกิจการร่วมค้าเจริญโภคภัณฑ์ (CPH) คือผู้ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินโครงการ เนื่องจากยื่นเสนอขอเงินร่วมลงทุนจากรัฐบาลต่ำที่สุดคือ 149,650 ล้านบาท

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

Q : โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะก่อเกิดประโยชน์อะไรตามมาบ้าง?

A : ประโยชน์จากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 6 ประการ

มูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ ไม่น้อยกว่า 350,000 ล้านบาท อันเกิดจากต้นทุนค่าโลจิสติกส์ที่ลดลง ความสูญเปล่าของค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่ลดลง รวมทั้งปัญหามลภาวะทางอากาศที่ลดลง และการใช้สนามบินอู่ตะเภาได้เต็มศักยภาพรัฐมีรายได้จากค่าเช่าที่ดิน ค่าสิทธิการใช้ประโยชน์รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ รายได้ค่าโดยสารหลังหมดสัญญาร่วมทุน และมีรายได้จากภาษีรัฐได้ทรัพย์สินสิ่งก่อสร้าง ราง สถานี ตลอดจนอสังหาริมทรัพย์ที่มักกะสันทั้งหมด หลังสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน คิดเป็นมูลค่ากว่า 273,000 ล้านบาทก่อเกิดการจ้างงานในการดำเนินโครงการ ตลอดจนกิจการเกี่ยวเนื่องไม่น้อยกว่า 120,000 อัตราการขยายตัวอย่างสูงของโอกาสในการดำเนินธุรกิจคุณภาพชีวิตประชาชนที่ดีขึ้น จากความสะดวกคล่องตัวในการเดินทาง


ที่มา :  อ้างอิงข้อมูลจาก Salika