มหากาพย์สายสื่อสารมุดลงดิน “เมื่อเสือนอนกินถูกจัดระเบียบ”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงกระหึ่มโลกโซเชียลอีกครั้งเมื่อ ทาง กทม. และ กสทช. เดินเครื่องจริงจังกับโปรเจ็กต์ 2 หมื่นล้านในการนำ “สายสื่อสารลงใต้ดิน” เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ในอนาคต โดย อยู่ระหว่างการเจรจากับ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น ซึ่งผ่านการพิจารณาเช่าบริการท่อร้อยสายมีกำหนดการบริหารจัดการเป็นระยะเวลา 30 ปี

งานนี้จึงตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู โดยเฉพาะเมื่อ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ที่หากใครพอจะติดตามข่าวในแวดวงโทรคมนาคม คงพอจะทราบว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกลุ่มทรูมานาน ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Somkiat Tangkitvanich ระบุว่า


"การดำเนินการดังกล่าวที่ให้สิทธิบริษัทเอกชนรายเดียวบริหารจัดการเป็นระยะเวลา 30 ปี อาจซ้ำเติมปัญหาการผูกขาดในวงการโทรคมนาคมไทยได้ และยังเสนอแนะให้ กทม.ควรจะนำโครงการนี้มาบริหารจัดการเองดังเช่นในต่างประเทศทำกัน"



เมื่อกรุงเทพเมืองฟ้าอมร กำลังจะถูกจัดระเบียบขนานใหญ่ เป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย และตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงท้วงติง เราลองมาทบทวนมหากาพย์ย้อนหลัง ถึงที่มาที่ไป กว่าที่กรุงเทพจะเป็นมหารนครไร้สายได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

1 ก.ย.58   

ครม. มีมติให้การไฟฟ้านครหลวงนำสายไฟลงใต้ดินให้เรียบร้อยเพื่อรองรับ "มหานครแห่งอาเซียน" รวมระยะ 261.6 กม.

5 ก.พ.61

มติที่ประชุมคณะผู้บริหารกทม.อนุมัติให้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม. ดำเนินการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทโครงการนำ 'สายสื่อสารลงใต้ดิน'

19 ก.พ.61

บริษัทกรุงเทพธนาคม เปิดยื่นข้อเสนอว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อทำแผนแม่บทก่อสร้างท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดิน โดยได้บริษัทไพร์มสตรีท แอดไวเซอรี่,เดเทคอน,วีรวงศ์ชินวัฒและพาร์ทเนอร์มาเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำแผนแม่บทของโครงการ

 25 พ.ค.61

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีมติ ให้ดำเนินการ 2 แผนงาน

แผนระยะสั้น ให้ทีโอที, กสท. , กฟน. และ รฟม. ร่วมกันดำเนินการวางท่อร้อยสายไฟฟ้าและท่อร้อยสายสื่อสารโทรคมนาคมไปพร้อมกับการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้า และกระทรวงฯ ได้เห็นชอบตามที่ทีโอที ,กสท.เสนอปรับลดอัตราค่าเช่าใช้ท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินให้มีราคาเป็น 9,650 บาท/ท่อย่อย/กิโลเมตร/เดือน (เฉพาะโครงการมหานครแห่งอาเซียน)

แผนระยะยาว ให้หน่วยงานที่มีแผนดำเนินโครงการนำสายสื่อสารโทรคมนาคมลงใต้ดินในอนาคต กำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน และหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อความเหมาะสมด้านความพร้อมรวมถึง/ค่าใช้จ่าย

12 ก.ย.61

กทม.ประกาศขับเคลื่อนโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินตามแนวถนนสายหลัก 2,700 ก.ม. โดยอยู่ในระหว่างการสรรหาเอกชนมาลงทุนทำท่อร้อยสาย                           

1 ต.ค.61   

กทม. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงมอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม. และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม จาก กสทช. เช่นเดียวกับ บมจ. ทีโอที และสามารถจัดทำท่อร้อยสายสื่อสารได้เช่นเดียวกับ บมจ. ทีโอที 

4 กพ.62

บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตกรุงเทพ มีผู้ผ่านเกณฑ์จำนวน 3 ราย

1.กิจการร่วมค้าจีเคอี แอนด์ เอฟอีซี

2.กิจการร่วมค้า เอสซีแอล เอสทีซี และฟอสส์

3.กิจการร่วมค้า เอดับบลิวดี

4 เม.ย.62

กทม. เข้ามาหารือกับ กสทช.ถึงแนวทางในการดำเนินการนำสายโทรคมนาคมลงดินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนม.ค. 2562 ที่ให้อำนาจ กทม.ดำเนินการในพื้นที่กทม.ทั้งหมด โดยกสทช.ระบุว่า สำหรับค่าบริการที่เก็บจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม จะต้องถูกกว่าค่าบริการที่ ทางบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) คิดอยู่ที่เดือนละ 9,600 บาทต่อกิโลเมตร โดย กสทช.อาจจะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้กับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด บริษัทลูกของกทม.ผู้ดำเนินการโครงการได้ เพราะถือเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ

5 เม.ย. 62

นายมนต์ชัย หนูสง นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท ทีโอที จำกัด ร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมอีก 10 ราย ได้ลงนาม MOU ร่วมกัน เพื่อแจ้งความจำนงค์ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าทางสมาคมฯผู้ประกอบการโทรคมนาคมมีความประสงค์ดูแลบริหารจัดการร่วมกันเอง โดยในอนาคตอาจจะเป็นในรูปแบบของการก่อตั้งบริษัท ท่อร้อยสาย ขึ้นมาเพื่อดำเนินการโครงการกันเอง

 9 เม.ย. 62

บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติทางเทคนิคในการคัดเลือกผู้รับจ้าง งานวิศวกรรม จัดหา ก่อสร้าง ทั้งหมดจำนวน 4 พื้นที่ในเขต กรุงเทพฯ ได้แก่

พื้นที่ 1 กิจการร่วมค้า เอสซีแอล เอสทีซี และ ฟอสส์

พื้นที่ 2 เอดับบลิวดี

พื้นที่ 3 กิจการร่วมค้า จีเคอี แอนด์ เอฟอีซี

พื้นที่ 4 กิจการร่วมค้า เอสซีแอบ เอสทีซีและฟอสส์

24 พ.ค. 62

บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ประกาศผล ผู้ผ่านคุณสมบัติในการคัดเลือกเป็นผู้ใช้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งมีบริษัทผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านหลักเกณการประเมินเพียงรายเดียว คือ บริษัททรู อินเตอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด

11 มิ.ย.62

ผู้ว่าฯ กทม. ลงนามในประกาศเรื่องการปฏิบัติตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ตาม พรบ.รักษาความสะอาด เพื่อจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชน

18 มิย.62

กทม.ร่วมกับ กสทช. ลงนาม MOU เพื่อมอบหมายให้บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ภายใต้การกำกับดูแลของกทม. จัดหาผู้รับจ้างบริหารโครงการก่อสร้างและวางท่อร้อยสาย เพื่อนำสายสื่อสารลงใต้ดินรวม 2,450 กิโลเมตร (คนละพื้นที่ส่วนกับมหานครอาเซียนที่ ทีโอที ดูแลอยู่) ซึ่งได้ บริษัททรู อินเตอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด มารับสัมปทานเป็นระยะเวลา 30 ปี

เมื่อมาไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ดูแล้ว ไม่เห็นว่าทาง กทม.และ กสทช.จะปฏิบัติในลักษณะเอื้อเอกชนให้ผูกขาดตรงไหน เริ่มตั้งแต่การคัดเลือก การจัดซื้อจัดจ้างตามเงื่อนไขที่ ทาง กทม.กำหนด อีกทั้งบริษัทกรุงเทพธนาคมก็มีการส่งหนังสือเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ 2-3 รายให้เข้าเสนอราคา แต่ไม่มีรายใดสนใจเข้าร่วม อย่างเช่นที่แหล่งข่าวจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ได้เปิดเผยกับ สื่อฉบับนึง ถึงเหตุผลที่บริษัทฯไม่ตัดสินใจเข้าร่วมเสนอราคาว่า


 “พิจารณาเงื่อนไขการลงทุนแล้ว ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบกับธุรกิจอื่น ๆ ของบริษัท โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านราคาที่จะต้องประกาศเป็นอัตราค่าเช่าที่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องจ่ายซึ่งสูงมาก อาจไม่คุ้ม จึงไม่เข้าร่วมเสนอราคา”


เป็นธรรมดาในเรื่องของธุรกิจ ต้องบวกลบคูณหารความคุ้มทุนอย่างถี่ถ้วน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว และการให้ระยะเวลาสัมปทานเป็นระยะเวลา 30 ปี ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่หลายๆโครงการทำกัน ซึ่งแม้แต่ข้อเขียนของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ที่เป็นผู้จุดประเด็นเรื่องการผูกขาดเอง ก็ให้ความเห็นว่าโครงการลักษณะนี้จำเป็นต้อง “ผูกขาดโดยธรรมชาติ” เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีการลงทุนซ้ำซ้อนกันหลายท่อ


และอีกประเด็นที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อรัฐวิสาหกิจอย่างบริษัททีโอที ก็มีโครงการนำสายไฟและสายสื่อสารลงใต้ดินอยู่แล้วในพื้นที่โครงการ “มหานครอาเซียน” เหตุใดจึงไม่ให้ทีโอทีเป็นผู้รับดำเนินการทำซะเอง เรื่องนี้มิใช่ว่าทาง กทม.และ กสทช. มองข้ามรัฐวิสาหกิจอย่างทีโอทีไป แต่ด้วยอัตราค่าเช่าท่อร้อยสายที่ทางทีโอทีเคาะมาในราคาขั้นต่ำ 9,600 บาท/ซับดักต์/เดือน นั้นเป็นราคาสูงเกินไป (แม้ว่าจะลดราลงมาแล้ว) ไม่ดึงดูดผู้ประกอบการโทรคมนาคมมาเช่า จึงเป็นที่มาของการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา จัดทำแผนเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเสนอราคาในการบริหารจัดการราคาต่ำกว่านี้ โดยอัตราค่าเช่านี้ที่เสนอมาจะต้องไม่เป็นการผลักภาระค่าบริการให้ประชาชน และต้องเป็นอัตราค่าเช่าที่ผู้ประกอบการสู้ไหว

บางครั้งก็สงสัยว่าหากทาง กทม. และ กสทช. ยกโครงการนี้ให้รัฐวิสาหกิจอย่างทีโอทีดำเนินการจริงๆ จะยิ่งไม่เป็นการตอกย้ำคำว่า “ผูกขาด” และ “เสือนอนกิน” ให้คนยิ่งวิพากษ์ วิจารณ์กันอีกยกใหญ่หรอกหรือ?

งานนี้คงต้องจับตากันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วตัวเลขของอัตราค่าเช่าที่ทาง กทม.กำลังเจรจากับบริษัททรู อินเทอร์เน็ต จะเคาะออกมาเป็นตัวเลขเท่าใด แต่ที่แน่ๆงานนี้จับตาให้ดี มีคนบางกลุ่มกำลังเสียผลประโยชน์ออกมาเต้นผางในหน้าสื่อแน่นอน.