ก่อนจะปฏิรูปรถไฟยุคใหม่ 4.0 ...เห็นที รฟท.ต้องปฏิรูปความคิดสหภาพก่อน

      ทุกวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญอีกวันของคนการรถไฟ เพราะเป็นวันครบรอบการก่อตั้งโรงงานซ่อมรถไฟมักกะสันที่มีอายุยาวนานนับร้อยปี ซึ่งปัจจุบันที่ดินส่วนหนึ่งบริเวณมักกะสัน กำลังจะได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ได้เอกชนอย่างซีพี รับไปบริหารงาน


งานนี้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มคนรถไฟ และสหภาพฯ ว่าการที่รัฐฯ จะยกพื้นที่บริเวณมักกะสันจำนวน 140 ไร่ให้เอกชนนั้นเป็นการขายสมบัติชาติให้นายทุนไปแสวงหากำไรเข้ากระเป๋า แทนที่จะให้รัฐวิสาหกิจอย่างการรถไฟบริหารจัดการกันเอง เพื่อหากำไรมาล้างหนี้ที่สะสมมาเนิ่นนาน

เป็นความจริงส่วนหนึ่งที่โรงงานมักกะสันเป็นพื้นที่เก่าแก่ มาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 เป็นมรดกที่พระองค์ทรงพระราชทานเพื่อให้ใช้ประโยชน์ในกิจการรถไฟ แต่ปัจจุบันสภาพของพื้นที่บริเวณมักกะสัน หากใครเคยผ่านไปบริเวณนั้น จะรู้สึกเหมือนๆกันคือ คล้ายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมก็ไม่ปาน กลายเป็นจุดเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมได้โดยง่าย

และล่าสุดแผนการส่งมอบพื้นที่ให้กับ ซีพี ก็อาจจะต้องล่าช้าออกไปกว่ากำหนด เมื่อรักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ เองก็ยังออกมายอมรับว่า การส่งมอบพื้นที่ให้ซีพี มีปัญหาติดขัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก,พื้นที่ติดสัญญาเช่า รวมถึงบางส่วนที่ต้องเวนคืนจากชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงดอนเมือง – หัวหมาก


คำถามคือ เหตุใดการรถไฟจึงปล่อยให้มีผู้บุกรุก เพื่อหาประโยชน์ส่วนตนมายึดพื้นที่ได้มากมายถึงเพียงนี้? และหากไม่มีโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ที่ต้องเวนคืนที่ดิน เมื่อไหร่การรถไฟจะถึงเวลาสังคายนาผู้บุกรุก และจัดระบบเรียบพื้นที่เหล่านี้เสียที  หรือหากมีการทำสัญญาเก็บค่าเช่า เงินที่จัดเก็บมาโปร่งใสแค่ไหน หรือที่เค้าพูดกันว่า การรถไฟเป็นรัฐวิสาหกิจที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่กล้าลงนามรับรองงบดุล งบกำไรขาดทุนมากที่สุด เพราะมีการซุกรายรับ รายจ่าย และมีการลงบัญชีที่พิลึกพิลั่นจนผู้ตรวจสอบบัญชีมิกล้าเอาตำแหน่งหน้าที่ไปการันตี คือเรื่องจริง!!!


ซึ่งแม้ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะผ่านการอนุมัติจาก ครม.และเตรียมจะลงนามสัญญาในเดือนหน้าแล้วก็ตาม แต่กลุ่มตัวแทนสหภาพฯ การรถไฟเอง ก็ยังคงเดินสายคัดค้านโครงการ ในเวทีต่างๆ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตเช่นเดิม พร้อมกับวลีเด็ดที่หากใครติดตามเรื่องนี้อยู่คงจะจำได้ขึ้นใจว่าคนกลุ่มนี้ก็มักจะใช้ประโยคนี้หากินอยู่ตลอด

“เราจะไม่ขัดขวางการพัฒนา แต่การพัฒนานั้นต้องไม่ฆ่าคน”

ก็ไม่รู้ว่าจะหวงแหนพื้นที่อะไรกันหนักหนา ในเมื่อสุดท้ายแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดต้องกลับคืนตกเป็นของการรถไฟอยู่ดี เอกชนเข้ามาเพียงเพื่อบริหาร และปรับปรุงให้ดีขึ้น เมื่อถึงเวลาครบกำหนดสัญญา ก็ต้องโอนทรัพย์สินให้การรถไฟ และเอกชนก็จะเเปรสภาพเป็นผู้เช่าเท่านั้น แล้วลักษณะนี้ เรียกว่าการขายชาติตรงไหน เป็นการประเคนสมบัติให้เอกชนได้อย่างไรกัน


องค์กรที่มีการทำงานครบวงจร และผูกขาดการทำงานมากที่สุด ควรถึงเวลาแปรรูปเสียที !!!