“คิง เพาเวอร์”โชว์โมเดลใหม่ดิวตี้ฟรีไทยปี’63-74 พลิกอนาคต“ธุรกิจสนามบินทอท.”โตข้ามทศวรรษ

ก้าวใหม่ของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ภายใต้การนำของ “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารในการนำทัพธุรกิจเดินหน้าอย่างสง่างามใน “ทศวรรษหน้า” ปี 2563-2574 หลังชนะงานประมูลโดยทำคะแนนเทคนิคนำโด่งส่วนเรื่องราคาก็เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำทิ้งคู่แข่งแบบขาดลอย ทำให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” ต้องตัดสินให้เป็นผู้ชนะได้รับสิทธิประกอบกิจการดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ 3 สัมปทานสัญญา ใน 4 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ ภายใต้สัญญาใหม่ 10 ปี 6 เดือน ระหว่าง 28 กันยายน 2563 – 31 มีนาคม 2574 ด้วยมูลค่าผลตอบแทนขั้นต่ำใหม่ต้องจ่ายให้ ทอท.ปีละรวมกว่า 23,548 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20 %ของรายได้หรือยอดขายหมุนเวียนแต่ละปี  

นัยสำคัญที่ได้จากการประมูลรอบนี้ถือเป็น “ซูเปอร์ วิน วิน” อันเกิดจาก กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ สามารถสร้าง จุดเปลี่ยน ทอท.ครั้งใหญ่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องแรก “ยกระดับรายได้ Non Aero” จากกิจการพาณิชย์สนามบินที่ไม่ได้มาจากการบิน ปรับสัดส่วนสูงขึ้นได้เร็วกว่าเป้าหมายไปอยู่ในเกณฑ์สากลสนามบินโลกที่ 50 % เรื่องที่สอง “ปรับสัดส่วนรายได้ Aero” จากกิจการสนามบินได้อย่างเหมาะสมมาอยู่ที่ 50 % ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก เพราะที่ผ่านมาเจ้าของสนามบินส่วนใหญ่ต้องแขวนอนาคตการเติบโตทางรายได้ไว้กับค่าธรรมเนียมปริมาณเที่ยวบินขึ้น-ลง และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ผ่านเข้าออกสนามบินแต่ละปี

นอกจากเรื่องสัดส่วนรายได้ Non Aero จะเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปแล้ว ยังมีอีกนัยเรื่อง “ผลกำไรสุทธิรายปี” ของ ทอท.ช่วง 10 ปีหน้าจะเติบโตแตะปีละ 50,000 ล้านบาทเพิ่มเป็นเท่าตัวด้วยหรือไม่ ? จะต้องรอลุ้นกันต่อไป จากปี 2561 สามารถทำกำไรไว้ได้ถึง 25,000 ล้านบาท 

ถึงแม้กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จะใส่ตัวเลขผลตอบแทนหน่วยงานรัฐน้อยหรือมาก ก็ยังโดนจับจ้องและ/หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างนั่นเอง ส่วนความจริงที่ปรากฏนั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัว คือได้เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำโดยทำประเมินตามปัจจัยแวดล้อมหลัก ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สร้างความเป็นธรรมโดยไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ได้แก่

 1.การเดินทางของคนในประเทศและทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้การเพิ่มความถี่เข้าออกมีมากขึ้น

2.ขนาดพื้นที่ประกอบกิจการภายในสนามบินขยายการลงทุนมากขึ้นจากอาคารเทียบเครื่องบินหลังใหม่ (Midfield Satellite Terminal) 

3.ทักษะและประสบการณ์ที่กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ สั่งสมมา 30 ปี ทำให้มีความชำนาญในธุรกิจสูง ปัจจุบันสามารถนำดิวตี้ฟรีของไทยทำยอดขายติด 7 ของโลก 

4.มีเครือข่ายพันธมิตรสินค้าแบรนด์เนมแถวหน้าของโลกสนับสนุนเลือกให้นำผลิตภัณฑ์แบบใหม่ล่าสุดมาวางขายในดิวตี้ฟรีไทยเป็นพื้นที่แรก ๆ ของภูมิภาคเอเชีย และปัจจัยปลีกย่อยอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

 5.มีสินค้าพลังชุมชนเข้ามาเสริมทัพในจังหวะที่เทรนด์ผู้บริโภคในตลาดโลกโหยหามากขึ้น 

แต่ละปัจจัยมีมิติเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” นำมาประกอบร่างจัดทำแผนธุรกิจร้านค้าดิวตี้ฟรี เพื่อแข่งกับตัวเองและประเทศยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากตั้งเป้าหมายจะต้องนำพาชื่อเสียงของประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นดิวตี้ฟรีโลกอย่างสง่างามอีก 5 ปีหน้า ความยากของคว้าตำแหน่งที่ดีขึ้น ก็จะต้องทำยอดขายให้ได้เกินปีละแสนล้านบาท เพื่อขยับอันดับปัจจุบันที่ 7 เป็นที่ 5 ของโลก มาฝากคนไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพทุนไทยไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก

“การถอดบทเรียน” สนามแข่งขันประมูลทั้ง 3 โครงการ “ร้านค้าดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ-พื้นที่เชิงพาณิชย์สุวรรณภูมิ-ดิวตี้ฟรีภูมิภาค 3 สนามบิน” ตลอดระยะเวลา 80 วัน ตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 เมื่อ ทอท.เริ่มเปิดให้ซื้อซองเอกสารขอบเขตและรายละเอียดโครงการ (TOR) จนการแข่งขันสิ้นสุดลงเมื่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.มีมติเป็นเอกฉันท์วันที่ 19 มิถุนายน 2562 ให้กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ชนะทั้งหมด

ระหว่างการแข่งขันมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยซึ่งประกาศตัวพร้อมจะต่อสู้อย่างเปิดเผยมาตลอด แต่พอถึงเวลาลงแข่งกลับถอนตัวไม่ส่งเอกสาร และ/หรือบางรายแพ้ฟาล์วตั้งแต่ออกสตาร์ต บางบริษัทเชิญกลุ่มทุนข้ามชาติที่มีประสบการณ์ทำดิวตี้ฟรีระดับโลกมาร่วมเป็นพันธมิตร ท้ายที่สุดพอถึงเวลา “เสนอผลตอบแทน ทอท.ขั้นต่ำ (minimum guarantee)” ก็ใส่ตัวเลขน้อยกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง

ผลที่ได้คือ “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” เสนอจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำแต่ละโครงการสูงกว่าคู่แข่งเท่าตัวทิ้งห่างคู่ต่อสู้แบบไม่เห็นฝุ่น ทำให้รัฐวิสาหกิจ ทอท.ได้รับประโยชน์ต่อเนื่องไปอีก 1 ทศวรรษหน้า ประกอบด้วย 

1.บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้รับสิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (duty free) ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในพื้นที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังที่ 1 และอาคารเทียบเครื่องบิน (Midfield Satellite terminal) พื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 30,000 ตารางเมตร โดยได้เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำ (minimum guarantee) สูงสุดปีละ 15,419 ล้านบาท 

2.บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ได้รับสิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ (commercial area) ภายในอาคารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และอาคารเทียบเครื่องบินหลังใหม่ ซึ่งจะมีพื้นที่ประกอบกิจการเพิ่มขึ้นรวมกว่า 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป จึงได้เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำ (minimum guarantee) สูงสุดปีละ 5,798 ล้านบาท 

3.บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้รับสิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานภูมิภาค 3 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ ได้เสนอผลตอบแทนขั้นต่ำ (minimum guarantee) สูงสุดปีละ 2,331 ล้านบาท 

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เปิดเผยว่า ประมาณเดือนกรกฎาคมนี้จะเริ่มทำสัญญากับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ได้รับสิทธิประกอบกิจการทั้ง 3 โครงการ จะได้ทยอยวางแผนการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับช่วงอาคารเทียบเครื่องบินหลังใหม่เตรียมเปิดบริการภายในเมษายน 2563 เพราะเมื่อทำสัญญากับเอกชนผู้ชนะสัมปทานร้านค้าดิวตี้ฟรีและเชิงพาณิชย์เสร็จเรียบร้อย จะได้เข้าไปพัฒนาควบคู่กับอีกบริษัทที่ได้รับงานวางระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในอาคารดังกล่าว โดยจะมีพื้นที่การค้าเพิ่มอีก 9,000-24,000 ตารางเมตร และมีหลุมจอดเครื่องบินรองรับเที่ยวบินมากขึ้นอีก 28 หลุม ทำให้ผู้ชนะการประมูลเล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ใช้สอยซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อรายได้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดตามไปด้วย จึงเสนอราคาผลตอบแทนสูงตามจริง

สำหรับการก่อสร้างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหลังใหม่ ขณะนี้คืบหน้าเกินกว่า 80 % กำลังติดตั้งหลังคากับระบบสายไฟฟ้าในอาคารและอื่น ๆ ซึ่งตามกฎขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จะต้องทดสอบระบบก่อนใช้งานล่วงหน้า 6 เดือน ทั้งการใช้ระบบน้ำ การจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้ตามกำหนดภายในเมษายน 2563 สอดคล้องตรงกับช่วงต่อสัญญาสัมปทานรอบใหม่จะเริ่มไตรมาส 3 ปี 2563 หลัง 27 กันยายน 2563 ส่วน ทอท.ก็จะรับรู้รายได้ใหม่แบบก้าวกระโดดในปี 2564 ต่อไป

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้โชว์พลังความเป็นมืออาชีพในฐานะผู้บุกเบิกร้านค้าดิวตี้ฟรี เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ ทอท.และธุรกิจสนามบินของเมืองไทยเก็บเกี่ยว “รายได้และกำไรอนาคต” ข้ามไปถึงทศวรรษหน้าอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยสมศักดิ์ศรียกระดับไทยผงาดเป็นผู้นำดิวตี้ฟรีโลกต่อไป


จาก https://www.khaosod.co.th/pr-news/news_2658568

ความเห็นที่ 1
Julietzq

ชนะไปแบบไม่มีข้อค้างคาใจอีกแล้ว เห็นๆ กันอยู่ว่าให้มากกว่ารายอื่นเกือบเท่าตัว และที่น่าดีใจก็ตรงที่ปีละ 2 หมื่นล้านที่ทาง AOT จะได้ซึ่งถือว่าเยอะมาก

และเงินส่วนนี้ก็เข้ารัฐด้วยส่วนนึง