ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน “ฮีโร่ม้าเหล็ก” ขับเคลื่อนอีอีซี

ในบรรดาเมกะโปรเจกต์ที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดภายใต้รัฐบาลนายกประยุทธ์นั้น  โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ได้กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่ม CPH) เป็นเอกชนที่ได้รับคัดเลือก ถือเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ชิ้นโบแดงของรัฐบาล ที่สื่อให้ความสนใจและมีความคืบหน้าเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด 

โดยคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาได้ภายในเดือน ก.ค. 62 นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้สังคมต่างกังวลประเด็นเรื่องการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าของ รฟท.ว่า หากส่งมอบพื้นที่ได้ไม่ทันตามกำหนด จะเกิดเหตุการณ์ที่รัฐฯ จะต้องจ่าย “ค่าโง่” ซ้ำรอยอดีต ดั่งเช่นโครงการโฮปเวลล์อีกหรือไม่ ? เนื่องจากพื้นที่ของ รฟท.นั้น บางส่วนยังติดสัญญาเช่าและมีผู้บุกรุกอยู่จำนวนหนึ่ง ไหนจะเสาตอม่อโฮปเวลล์ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ที่คาดว่าจะต้องรื้อถอนอีกร่วม 300 ต้น ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของทาง รฟท.ที่จะต้องเคลียร์ออกจากพื้นที่ทั้งหมด ก่อนจะส่งมอบให้เอกชน 

แต่มีข่าวดีล่าสุดจากมติที่ประชุมบอร์ดอีอีซีวานนี้ (วันที่ 1 ก.ค.62) ว่าได้มีการอนุมัติงบประมาณ 200 ล้านบาทตามที่ทาง รฟท.ร้องขอ เพื่อนำงบส่วนนี้ไปจัดการปัญหาเรื่องผู้บุกรุกและเคลียร์รางไฮสปีดแล้ว ก็เรียกว่างานนี้ทำให้โล่งใจไปเปลาะนึงว่าเมื่อเงินมา..งานก็ย่อมเดินสะดวก สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนได้ตามกำหนดแน่นอน

งานยากต่อไปก็จะไปตกอยู่ที่เอกชนอย่างกลุ่ม CPH ว่าจะรังสรรค์เมกะโปรเจกต์มูลค่าแสนล้านนี้ออกมาหน้าตาแบบไหน เพราะประเทศไทยยังไม่เคยมีรถไฟความเร็วสูงใช้งาน ยังคงมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่เป็นเรื่องใหม่ และอยู่ในความสนใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ หน้าตารุ่นของขบวนรถ งานวิศวะกรรมระบบรางต่างๆ รูปแบบสถานี รวมไปถึงหน้าตาของแอพอร์ตลิ้งค์ที่คาดว่าจะมีการยกเครื่องรูปโฉมใหม่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยหลายคนรอคอยติดตาม ซึ่งระยะเวลาการก่อสร้าง 5 ปี ที่เอกชนต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดในปี 2566 นั้น ถือว่าเป็นระยะเวลาที่บีบหัวใจน่าดูสำหรับโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้

 

ซึ่งส่วนตัวแล้วเชื่อว่าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินสายนี้เสร็จสมบูรณ์ ในระยะยาวจะเป็นตัวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ รวมไปถึงชาวภาคตะวันออกให้ดีขึ้นแน่นอน เพราะเมื่อประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีการคมนาคมเชื่อมต่อที่สะดวกสบาย ก็จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามา การท่องเที่ยวได้รับการกระตุ้นจากรัฐบาล อุตสาหกรรมในพื้นที่ได้รับการส่งเสริมเติบโตอย่างยั่งยืน ก็จะนำมาซึ่งรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยโดยรวมก็จะดีขึ้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อาจจะดูเหมือนเป็นการขายฝันและขัดแย้งกับสภาพปัจจุบันที่สภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาเพราะพิษสงครามการค้า แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพและประคับประครองให้ประเทศผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากช่วงนี้ไปได้ ฮีโร่ม้าเหล็กขบวนนี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญสู่พื้นที่ภาคตะวันออกได้อย่างแน่นอน.

 

ขอบคุณรูปจาก ไทยรัฐ และคลิปวิดีโอจาก Creating Planet News