พลิกโฉม "เมืองพัทยา"เมื่อไฮสปีดเทรนกำลังจะพาดผ่าน

หากเอ่ยถึง “พัทยา” สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย คงนึกถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่เหมาะจะใช้เวลาช่วงวันหยุดสั้นๆ สำหรับการพักผ่อนและทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย เพราะมีครบทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อาหารอร่อย ธรรมชาติสวยงาม 

แต่ในสายตาของนักเดินทางจากทุกมุมโลกนั้น “พัทยา” มีชื่อเสียงติดอันดับโลก และยังเป็นจุดหมายปลายทางในฝันที่อยากมาเยือนสักครั้ง แต่ถึงกระนั้น พัทยาก็ยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านลบมากกว่าดี เคยมีคำกล่าวในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติว่า "Good guys go to heaven, bad guys go to Pattaya” สะท้อนภาพพจน์ของพัทยาในสายตาชาวต่างชาติ เพราะถึงแม้รายได้ของพัทยาจะมหาศาลแต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือส่วนมากรายได้มาจากธุรกิจกลางคืนสีเทา ไม่ใช่ธุรกิจชายหาดท่องเที่ยวแบบที่ภาครัฐคาดหวัง

แต่เดิมนั้นพัทยา หรือ "ทัพพระยา" เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ต่อมาเมื่อมีการสร้างสนามบินอู่ตะเภา อันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองทัพสหรัฐอเมริกาในปฏิบัติการณ์สงครามเย็น จากชุมชนชาวประมง ก็เริ่มพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยว การเกิดขึ้นของบังกะโล แสงแดดและชายหาดขาวสะอาดกลายเป็นจุดพักผ่อนของเหล่าทหารว่างจากศึกสงคราม และถูกพัฒนามาเป็นสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์คู่กับชายหาดพัทยามาอย่างยาวนาน

ที่ผ่านมา ภาครัฐมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะปรับภาพลักษณ์เมืองพัทยาในมุมมองที่ดีขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมท้องถิ่นต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือการผลักดันให้เป็นสถานที่จัดประชุมระดับโลก (MICE) ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์จากอดีต ที่หวังพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวเป็นหลักเพียงอย่างเดียว

ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีความคิดริเริ่มโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายใต้ยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0 ก็ยิ่งเป็นการผลักดันให้เมืองพัทยา กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเมืองในภาคตะวันออกที่มีจุดเด่นด้านการเป็นฮับการคมนาคม ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

โดยอีกไม่นานเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-อู่ตะเภา ก่อสร้างแล้วเสร็จ (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2567 ) และได้เอกชนชนะการประมูล คือ กลุ่มซีพีและพันธมิตร ซึ่งหนึ่งใน 9 สถานีที่รถไฟความเร็วสูงจะจอดนั่นก็คือ สถานีพัทยา  นั่นจะยิ่งส่งเสริมให้พัทยากลายเป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางที่ผู้คนสามารถใช้เวลาในการพักผ่อน เช่น การช้อปปิ้ง หรือเป็นจุดแวะพักก่อนเดินทางต่อ หรือแม้แต่คนในท้องถิ่นก็ได้รับประโยชน์โดยสารรถไฟเพื่อไปยังสนามบินอู่ตะเภา หรือสนามบินอื่นๆได้

 

มีการเปิดเผยข้อมูลจากสื่อชั้นนำของญีปุ่นอย่าง Nikkei Asian Review ถึงมุมมองต่อการเติบโตของเมืองพัทยาในอนาคต ที่ปัจจุบันได้รับความสนใจจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำสนใจเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และในฐานะที่เมืองพัทยา เป็นหนึ่งในจุดจอดสถานีของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน นายสนธิยา คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา ระบุว่า

“หลังจากที่แน่นอนแล้วซีพีได้สิทธิเป็นผู้ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ก็ได้มีการยืนยันว่า ซีพีสนใจที่จะมาลงทุนในโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์และที่พักอาศัยขนาดใหญ่บริเวณพัทยาใต้ ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส (Mixed-use)”

ซึ่งคาดว่าเหตุที่ซีพีมีมีแผนที่จะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคตเมื่อมีรถไฟความเร็วสูงผ่านเมืองพัทยา การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจะช่วยต่อยอดธุรกิจ รวมถึงช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่งเข้ามาในพื้นที่ ประกอบกับมีสนามบินอู่ตะเภาที่ในอนาคตจะถูกพัฒนาเป็นฮับการบินแห่งภูมิภาคอาเซียนและใช้เวลาเดินทางไม่ไกลจากพัทยาอีกด้วย  

น่าติดตามว่าอานิสงค์ต่างๆจากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี จะช่วยพลิกโฉม “เมืองพัทยา” ให้กลายเป็นทำเลทองที่มีจุดขายมากกว่าสถานบันเทิงยามค่ำคืนได้หรือไม่ ?