ประเทศไทย..ทำเลทองที่ใครก็อยากมาลงทุน

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ TDRI ได้ออกมาแถลงประเมินผลงาน 5 ปี ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลบาลนายกประยุทธ์ โดยระบุว่าผลงานที่มีความโดดเด่น และเป็นรูปธรรมมากที่สุดอันดับหนึ่ง ก็คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพราะสามารถขับเคลื่อนเมกะโปรเจคที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานได้หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการรถไฟความเร็วสูง สนามบินฯ ท่าเรือ เป็นต้น

ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมา ในฐานะประชาชนที่ติดตามข่าวสาร ก็เห็นผลงานความคืบหน้าด้านเมกะโปรเจคต่างๆเด่นชัดและรวดเร็วทันใจมากกว่ารัฐบาลอื่นจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นรัฐบาลในภาวะปกติ คงต้องมีล้มพับโครงการกันไปหลายรอบ กว่าจะได้เห็นแต่ละโครงการคลอดออกมา

นี่อาจเรียกว่าเป็นหนึ่งในความโชคดีที่ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลประยุทธ์1 แม้ว่าจะสอบตกในแง่ของการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน แต่ในด้านการกระตุ้นการลงทุนในภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรม นั้นถือว่าสอบผ่าน ประเทศไทยเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ และมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหากใครยังพอจะจำกันได้ ในช่วงที่ผ่านมาก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลเดินสายพบปะนักลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในบ้านเรา โดยมีจุดขายคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC  ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมายจากนักลงทุนทั่วโลก


ในขณะนั้นการที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย จะต้องมีฟันเฟืองที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อดึงดูด ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ ก็คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ คิดง่ายๆว่า หากเราเป็นนักธุรกิจและคิดจะไปลงทุนที่ไหนสักแห่ง ระบบการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกันอย่างสะดวกสบาย ถือเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบขนส่งทางราง เป็นต้น


นี่จึงเป็นที่มาของการยกเครื่องเมกะโปรเจคขนาดใหญ่พร้อมๆกันอย่างที่เราเห็นกันในรัฐบาลที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เป็นต้น ซึ่งหากจะไล่เลียงดูแล้วโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นคิดในรัฐบาลที่แล้ว แต่เป็นไปตามแผนพัฒนาที่มีปรับปรุงมาตั้งแต่ในอดีตหลายยุคสมัย

เพียงแต่ว่ารัฐบาลประยุทธ์1 นำมาปัดฝุ่นใหม่โดยปรับปรุงรายละเอียดข้อกฏหมายต่างๆให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเมกะโปรเจคเหล่านี้ ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมลงทุนกับภาครัฐมากขึ้น ผ่านกฏหมายที่เรียกว่า PPP หรือ Public Private Partnership ซึ่งเป็นการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ-เอกชน ซึ่งมีข้อดีคือ ภาครัฐไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนจนกว่าการก่อสร้างโครงการนั้นๆจะแล้วเสร็จ เป็นการแบ่งความเสี่ยงไปให้เอกชนรับผิดชอบด้วย ซึ่งหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ

เอกชน มีเงินและทำงานเก่ง รวดเร็ว คล่องตัว

รัฐ มีเงินและมีความสามารถเข้าถึงทรัพยากรต่างๆได้ง่ายกว่าเอกชน


เมื่อนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน จึงทำให้โครงการต่างๆขับเคลื่อนได้เร็ว และสามารถเดินหน้าไปพร้อมๆกันหลายโครงการได้ โดยที่รัฐไม่ได้เสียประโยชน์


ซึ่งเอกชนบ้านเราที่มีศักยภาพแข็งแกร่งมีอยู่หลายกลุ่ม และพร้อมที่จะสร้างประโยชน์ตอบแทนให้กับประเทศชาติ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้เห็นความร่วมไม้ร่วมมือจากภาคเอกชนมากขึ้นในระยะหลัง  แต่นั่นก็ไม่วาย กลายเป็นเป้าโจมตีขององค์กรอิสระบางกลุ่ม หรือกลุ่มคนที่มีชุดความคิดที่ต่อต้านกลุ่มทุน หลายครั้งเราจึงเห็นคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะมีโครงการใดๆเกิดขึ้น จะมีแต่คัดค้าน ขัดขวางการพัฒนา หรือต่อต้านความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างทีควรจะเป็น 


ขณะนี้คาดว่ารัฐบาลใหม่ป้ายแดง คงกำลังเดินเครื่องทุกวิถีทางในการสร้างความเชื่อมั่นและกู้เศรษฐกิจกลับมาอย่างสุดความสามารถ ในฐานะประชาชนคนนึง จึงอยากฝากความหวังให้รัฐบาลผนึกกำลังกับเอกชนร่วมกันพัฒนาประเทศช่วยสานต่อเมกะโปรเจคต่างๆให้ลุล่วงสำเร็จไปด้วยดีทุกโครงการ อย่าทำให้ความเชื่อมั่นที่พยายามสร้างมาตลอดเสียเปล่า มารวมพลังกันทำให้ประเทศไทยเป็นที่จับตามอง เป็น “ทำเลทอง” ที่ใครๆก็อยากเข้ามาลงทุน.