(((ไพร่อุปทาน))) : สนทนาภาษาชาวบ้าน เรื่อง "รักชาติให้ถูกทาง" กับกรณี "ข้อพิพาทคดีเขาพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม."

 (((ไพร่อุปทาน))) : สนทนาภาษาชาวบ้าน เรื่อง "รักชาติให้ถูกทาง" กับกรณี "ข้อพิพาทคดีเขาพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม." ร่วมถกและไขข้อข้องใจก่อนตกเป็นเหยื่อกระแส "คลั่งชาติ" จนสุดท้ายกลับเป็นผู้ทำร้ายประเทศชาติเสียเอง..!!?

 ---------------//---------------

ทัศนะโดย : ไพร่อุปทาน
วันที่ 5 ตุลาคม 2552

        ในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศชาติต้องประสพวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างหนักหน่วงและรุนแรงอยู่หลายครั้ง ผลจากการเอาบ้านเมืองของคนไทยทั้งประเทศ ไปสนองอารมณ์ "ความบ้าคลั่ง" ของบุคคลผู้ทรงอำนาจทั้งหลายแหล่ แท้ที่จริงมีเพียงไม่กี่คนที่ถือโทสะจริตเป็นที่ตั้ง เห็นแก่ตัวระดับชาติ ละเลงมันลงไปอย่างไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นผ่านเป็นกระแสการเมืองชนิด "สุดโต่ง" เดิมพันกันด้วยชีวิต ถอดหน้ากากทางสังคมและแสดงธาตุแท้กันอย่างไม่ต้องอายใครกันอีกต่อไป..!!

-

        ชาติบ้านเมืองยุ่งเหยิงจากการปลุกปั่น ยุยงและแย่งชิงมวลชน จนเกิดการแตกแยก รบรากันเอง ถึงขั้นบางฝ่าย "หน้ามืด" ยอมไปจูงมือของนักฉวยโอกาส "โจรฯ 19 กันยา 49" เข้ามาปล้นประเทศกันอย่างหน้าด้าน ๆ ยกย่องเทิดทูลเผด็จการกันก็เอา ลุกลามไปปิดสนามบินนานาชาติ เพื่อทำลายความเชื่อถือและเศรษฐกิจของตัวเอง เผาบ้านเผาเมือง ยิงกันตาย กฏหมายไม่เป็นกฏหมาย ปักธงหมายหัวไว้แต่เพียง "คู่อริ" และใช้ "เครือข่าย" ตัดสินกันด้วยความโกรธแค้น จนเสื่อมถอยกันถ้วนหน้า ยอมแม้กระทั่งการตัดความสัมพันธ์กับนานาประเทศก็ยังไม่แคร์ เลยเถิดไปถึงขั้นสุ่มเสี่ยงที่จะเสียดินแดนไปพร้อมทั้งตัวปราสาทเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา ก็ยังจะทำ หากแต่ขอให้ได้แค่เพียงแค่ "การตบหน้า" ศัตรูทางการเมืองเพียงเท่านั้น และล่าสุด "ไปท้ารบกับเพื่อนบ้าน" จนปั่นปวนกันไปทุกหย่อมหญ้า เป็นที่เอือมระอากันไปทั้งโลก..!? เราจะพอกันได้หรือยัง? ใจคอจะเผาบ้านตัวเองไปพร้อมพี่น้องร่วมชาติ และประกาศชัยชนะบนกองเพลิงกันเลยเชียวหรือ?

-

       สำหรับกรณีข้อพิพาทคดีเขาพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ที่เป็นกระแสอยู่นั้น เพื่อคลายความสับสนไปบางส่วน และถือเป็นการให้ข้อมูลความคิดเห็นรอบด้าน "ไพร่อุปทาน" จึงขอสรุปให้ผู้ที่สนใจได้ลองทบทวนก่อนตัดสินใจ หรืออย่างน้อยก็เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกระแสชี้นำทางการเมือง ด้วยข้อมูลที่พยายามรวมรวมให้ได้ทราบกัน ดังนี้..

-

---------------//---------------

-

ปราสาทเขาพระวิหารในประวัติศาสตร์ แท้จริงเป็นของใคร?


       สมัยฝรั่งเศสเป็นเมืองล่าอาณานิคมนั้น กัมพูชาเป็นหนึ่งภายใต้การถือครองของฝรั่งเศส รวมไปถึงการยึดเอาเมืองจันทบุรี เมืองตราด และด่านซ้าย (จ.เลย) ของไทยไปอีกด้วย จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2450 พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่๕ เสด็จยุโรปครั้งที่ 2 จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย กลับคืนมา

       ครั้งนั้นเอง ที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ด้านทิศตะวันออกของสยาม ได้ถูกขีดเส้นแดน ตกเป็นของฝรั่งเศส รวมถึง ตัวปราสาทเขาพระวิหารด้วยเช่นกัน แต่หลังการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ. 2475 เรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร ก็ได้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส จนเกิดสงครามชายแดนระหว่างกองกำลังบูรพากับฝรั่งเศส และมีญี่ปุ่นที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฯ เข้าไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นประเทศฝรั่งเศสได้ถูกเยอรมันฯเข้ายึดครองประเทศไปแล้ว) จำต้องยกดินแดนให้ไทย

       เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วย "มหามิตรญี่ปุ่น" เป็นผู้ปราชัย รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นอันต้องล้มลงไป แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ก็ยังต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศส และรวมไปถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู แต่กลับมิได้คืนตัวปราสาทเขาพระวิหารไปในครั้งนั้นด้วย ?

       และเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชคืนจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2496 อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 เพื่ออ้างสิทธิในการถือครองปราสาทเขาพระวิหารนั่น แต่ทางรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (มาจากการยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) ก็ได้แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความในครั้งนั้น

---------------//---------------

-

เหตุใดศาลโลกจึงตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และพิพากษาให้ไทยแพ้คดี?


       หากพิจารณาตามสนธิสัญญาที่สยามทำกับประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เมื่อปี ค.ศ.1904 ซึ่งตามสนธิสัญญาจะใช้ "สันปันน้ำ" ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ฝรั่งเศสใช้ยึดถือ ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งกัมพูชา !? ข้อสังเกตุในเรื่องแผนที่ฉบับที่กัมพูชาใช้อ้างต่อศาลโลก มีประเด็นน่าสนใจ ๔ ประการ

-

       ประการแรก : แผนที่นี้ เป็นการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้น และได้สร้างขึ้นที่กรุงปารีส  การที่ไทยร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ทำขึ้นนั้น เป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนที่

        ประการที่สอง : การปักปันเขตแดนแล้วลงมาตราส่วนลงในแผนที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศฝรั่งเศส โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีส่วนร่วมใด ๆ เลย

        ประการที่สาม : การทำแผนที่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการผสมแต่อย่างใด คณะกรรมการผสมไม่เคยแม้แต่จะ "เห็น" แผนที่นี้ อย่าว่าแต่ "รับรอง" เลย เป็นการร้องขอฝ่ายเดียวจากรัฐบาลไทย

        ประการที่สี่ : เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลโลกวินิจฉัยให้ประเทศไทยแพ้ก็คือ แม้ ประเทศไทยจะไม่มีส่วนในการทำแผนที่ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยคัดค้านหรือประท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของแผนที่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสอยู่หลายครั้งที่จะทักท้วงหรือประท้วงถึงความคลาด เคลื่อนหรือความผิดพลาดของแผนที่ 

-

       กล่าวโดยสรุปคือ ไทยยอมรับในความคลาดเคลื่อนของแผนที่อันเป็นผลมาจากการทำแผนที่ฝ่ายเดียวของฝรั่งเศส  ดังนั้น ศาลโลกเห็นว่า การนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นเวลานานเท่ากับเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่แล้ว ซึ่งจะมาปฏิเสธในภายหลังนั้น ไม่อาจกระทำได้

       และอีกกรณีหนึ่ง ที่ศาลโลกได้ใช้พิจารณาร่วม คือ เมื่อปี พ.ศ. 2472 ในรัชกาลที่ 7 สมเด็จกรมพระยาดํารงฯ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตรปราสาทเขาพระวิหาร ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศสที่แสดงความเป็นอธิปไตย (ซึ่งเป็นจดหมายเหตุที่กัมพูชาใช้เป็นหลักฐาน ว่าไทยยอมรับอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร)

       และเป็นที่น่าเสียดาย ที่ประเทศไทยกลับไม่ใช้สิทธิในการอุกธรณ์คดี และปล่อยให้ล่วงเลยมานานจนขาดอายุความ หมดสิทธิ์อย่างถาวรไปในที่สุด

---------------//---------------

-

แถลงการร่วมไทย-กัมพูชา สิ่งเดียวที่ใช้เป็นหลักฐาน ที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับกันแล้วว่า พื้นที่ทับซ้อนใต้ฐานพระวิหาร มิได้เป็นของกัมพูชา..!!


       หลักฐานสำคัญ ที่ยังทำให้โลกเห็นว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. นั่นก็คือ "แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา" ที่ “นพดล ปัทมะ”  อดีต รมว.ต่างประเทศ ไปลงนามที่ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม จากข้อสรุปร่วมกันและยอมรับทั้งสองฝ่ายแล้วว่า กัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก “เฉพาะตัวปราสาทอย่างเดียว” เท่านั้น และใช้เป็นหลักฐานกับศาลโลกในภายภาคหน้าได้ทันที หากเกิดข้อพิพาทกันขึ้นในพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวในอนาคต ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่กับประเทศไทยนั่นเอง

       เหตุผลก็คือ แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีผล นี่คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ไม่ได้เป็นของเขมรอย่างแน่นอน เพราะถ้าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.อยู่ใน เขตกัมพูชาจริง กัมพูชาคงไม่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก เฉพาะแค่ตัวปราสาทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมพื้นที่รอบตัวปราสาทขึ้นเป็นมรดกโลกพร้อมกันอย่างแน่นอน

       แต่น่าเสียดาย ที่แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับนี้ ต้องเป็น “โมฆะ” ไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ (เพราะเหตุผลทางการเมืองของไทยภายในนั่นเอง) ก็เท่ากับว่า หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะใช้อ้างเพื่อสู้คดีนั้นไปด้วย ไทยจึงต้องสูญเสียโอกาสครั้งนี้ที่สำคัญไปอีกครั้ง

---------------//---------------

-

ทำไมแถลงการร่วมไทย-กัมพูชา ที่ “นพดล ปัทมะ”  อดีต รมว.ต่างประเทศ ถึงต้องเป็นโมฆะตกไป ?


       ในสมัยที่ พปช เป็นรัฐบาล นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น "นายนพดล ปัทมะ" เป็น รมว.ต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่คัดค้านและตกลงร่วมกับกัมพูชาให้ยินยอมที่จะขึ้นทะเบียน "ปราสาทเขาพระวิหาร" ได้เฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ถึงได้ร่วมกันร่างเป็นแถลงการร่วม เสนอองค์การยูเนสโกพิจารณารับรอง เพื่อใช้เป็นเอกสารสำคัญร่วมกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน 4.6 ตร.กม. ใต้ปราสาทเขาพระวิหาร ดูเหมือนว่าจะเป็นของไทยไปโดยปริยาย และใช้ประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง

-

       แต่ขณะนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้แกนนำ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และคณะเข้ายื่นหนังสือคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูน เพื่อชี้ว่า การกระทำดังกล่าว ขัดต่อมาตรา 190 แห่ง รธน.50 และศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ รมว.ต่างประเทศและรัฐบาลไทยปฏิบัติตามเนื้อหาในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว จนถูกวิภาควิจารณ์อย่างหนักจากนักกฏหมายไทยว่า ศาลปกครองไม่มีเขตอำนาจเหนือคดีเขาพระวิหาร

-

       หลังจากศาลรัฐธรรมนูนตัดสินชี้ขาดว่า ผิดมาตรา 190 แห่งรธน.50 โดยเพิ่มคำในบทบัญญัติ "อาจจะ" เข้าไปในรธน.50 ซึ่งมีผลให้แถลงการร่วมฯ เป็นโมฆะโดยทันที ทางกัมพูชาจึงผลักดันปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว (ตามเคย) จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทำให้ประเทศไทย สูญเสียโอกาสซ้ำซ้อน และขาดซึ่งหลักฐานใด ๆ อีกต่อไป ที่จะใช้อ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนอย่างถาวร ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเสียดินแดนส่วนนั้นไปจริง ๆ

---------------//---------------

-

---------------
        ทั้งหมดนี้ ผมได้พยายามรวบรวมข้อมูล แล้วสรุปเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ได้ลองพิจารณาไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณของท่าน ด้วยเหตุ ด้วยผล ลดอคติลง และร่วมกันรักชาติให้ถูกทาง บนกติกาทางสังคมโลก บนมิตรภาพที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อย่าเล่นกันแต่เรื่องการเมือง ซึ่งเป็นเกมส์ของผู้ทรงอำนาจเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เห็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติเป็นแค่เหยื่อ เป็นแค่หมากที่ไม่มีค่า เป็นแค่สัตว์พิเศษหรือสัตว์เศรษฐกิจฯ ที่ดูเหมือนว่าไม่มีคุณค่าอะไรเลย

        และขอเชิญทุกท่าน ร่วมถกความคิดเห็นร่วมกัน อย่างอารยชน เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติของเราร่วมกัน ต่อไปครับ

ขอบคุณข้อมูลประกอบบทความ
http://www.prachatai.com/journal/2008/06/17146
เว็บบล็อก "มาหาอะไร"
และเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ ณ ที่นี้ด้วย