(((ไพร่อุปทาน))) : กับบทวิภาค.. "จะให้ผมเชื่อมั่นได้อย่างไร กับนายกฯ อภิสิทธิ์ชนที่ประชาชนไม่ได้เลือก" กรณีศึกษาที่ต้องร่วมกันไตร่ตรองของภาคประชาชนทุกชนชั้น ไม่เว้นแม้แต่ "ดัดจริตชน" คนอำมาตย์

(((ไพร่อุปทาน))) : กับบทวิภาค.. "จะให้ผมเชื่อมั่นได้อย่างไร กับนายกฯ อภิสิทธิ์ชนที่ประชาชนไม่ได้เลือก" กรณีศึกษาที่ต้องร่วมกันไตร่ตรองของภาคประชาชนทุกชนชั้น ไม่เว้นแม้แต่ "ดัดจริตชน" คนอำมาตย์ 

 

บทวิภาคโดย : ไพร่อุปทาน 3 พ.ค. 52

          ผมแทบไม่อยากจะเกริ่นนำใด ๆ ให้น้ำลายแตกฟอง ว่าทำไมใคร ๆ ถึงเอือมระอากับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ชนที่เผด็จการอำมาตย์จับนั่งเก้าอี้นายกฯ เยี่ยง "อุ้มเด็กหกขวบขึ้นนั่งไปเล่นม้าหมุน" แล้วยังออกตัวการันตีให้ว่าดีนักดีหนา ซึ่งตรงกันข้ามกับฟากฝั่งของประชาชน ที่ส่วนใหญ่ "เบ้หน้า" และ คอยแต่จะเรียกหา อดีตนายกฯ คนเก่าก่อน ผู้ที่ถูกเผด็จการล้มล้างอำนาจลงไป ขณะออกไปทำหน้าที่ "สร้างศักดิ์ศรีให้กับประเทศ" ในระดับนานาชาติ เพราะเหตุใด หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว..

 

          แต่สำหรับวันนี้ ผมเห็นท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ชน ได้พยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะปลุกปั่นกระแส ให้ประชาชนตาดำ ๆ อย่างผม ใด้ช่วยกันสนใจ คอยติดตามดูรายการประเภท "ลิเกจำอวด" -เรื่อง- "เมื่อไหร่จะเชื่อมั่นในน้ำลายแตกฟองของข้าซะที (วะ)"  ผมก็ยังงง ๆ ปนคำถามในใจขึ้นมาทันทีว่า "ก็แล้วทำไมผมจะต้องไปคอยเชื่อมั่นอะไรกับท่านด้วยหล่ะครับ"  ก็เท่าที่ผ่านมานั้น ยังพิสูจน์ไม่พออีกหรือครับ ว่าท่าน "ไม่ใช่ของจริง" ไม่เคยได้สร้างผลงานอะไร ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา พอที่จะนำมาขายให้แก่ประชาชนอย่างผม ได้เลื่อมใสศรัทธากันบ้างเลยสักครั้ง นอกเสียจากเรื่องที่ไม่ควรขาย นั่นก็คือ "ขายหน้า"  ไปวัน ๆ..

 

          ซึ่งถ้าจะให้ผมเลือกหาสาระเสริมวิสัยทัศน์จากรายการพรรค์อย่างนี้ ผมเลือกที่จะไปนั่งหน้าบ้าน "ดูสุนัขกัดกัน" เพราะว่ามันกำลัง "แย่งกระดูก" ยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยก็ยังได้เห็นถึงวิถีชีวิตการต่อสู้อย่างมีศักดิ์ศรีของพวกมัน ซึ่งไม่ว่าตัวไหนจะแพ้ชนะอย่างไร ก็ทำให้ผมมองเห็นแล้วว่า มันเลือกที่จะสู้ให้ได้มาด้วยตัวของมันเอง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมเลือกที่จะเก็บไว้เป็นมุมมองแห่งชีวิต จากวิธีคิดในสไตล์ "ขวางโลก" ของผมเอง..

 

          หากแต่จะมาพูดกันเรื่อง "ความเชื่อมั่นต่อภาวะผู้นำ" ผมเห็นว่า วันนี้ความศรัทธาของประชาชนต่อผู้นำ และระบบกลไกการบริหารบ้านเมือง มัน "วิกฤต" อย่างถึงที่สุดไปแล้วหละครับ อย่าว่าแต่จะเชื่อมั่นกันเลยครับ เหตุผลก็เพราะคำว่า "ภาวะผู้นำ" นั้นแหล่ะครับ ที่ดูเหมือนว่า มันจะสวนทางกับตัวตนของคนที่เรียกตัวเองว่า "ผู้นำ" หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ "ไม่มี" นั่นเอง และท่านก็ยังเป็นเพียงตัวละครหุ่นเชิดเท่านั้นเอง มิใช่เจ้าของบทที่แท้จริงอีกด้วย ..

 

          "ผู้นำ" นั้นต้องมีภาวะผู้นำอย่างสมบูรณ์, มีวิสัยทัศน์ที่เยี่ยมยอด, มีวุฒิภาวะเชิงผู้นำที่สุขุมรอบคอบ เท่าทันอารมณ์ของตนเองและทันเกมส์ผู้อื่น, มีภูมิปัญญาจากการสั่งสมประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างรอบด้าน อีกทั้งยังต้องมีความเหมาะสมในเชิงคุณสมบัติของนักบริหารที่ดีอีกด้วย นั่นจึงจะถือได้ว่า "มีคุณสมบัติและความพร้อม คู่ควรแห่งการเป็นผู้นำ"  แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้นำประเทศในระบอบประชาธิปไตย คือ ต้องมาจากมติปวงชน เลือกให้ท่านมาเป็นนายกฯ ผ่านตัวแทนของเสียงข้างมาก หรือมติแห่งพรรคที่ประชาชนนิยมสูงเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น

 

ผมจึงมีคำถามว่า..  การก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ "ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ" ของท่านนั้นชอบธรรมแล้วหรือ ? ถูกต้องแล้วหรือ ? สง่างามแล้วหรือ ? และที่สำคัญที่สุด "สิ่งนี้เหมาะและสมคู่ควรกับท่านในตอนนี้แล้วหรือ ?"

          ผู้นำประเภทนักการเมืองที่เคยบอยคอตการเลือกตั้ง ? ผู้นำประชาธิปไตยที่เคยเรียกหานายกฯ ม.๗ อันฝืนหลักการประชาธิปไตย ? ผู้นำที่เคย "ใช้แทกติกส์"  ให้พรรคพวกเสนอชื่อตนเป็นนายกฯ ในช่วงชุลมุล ดื้อดึงจะนับมติที่ประชุม ทั้งที่ยังมีความไม่พร้อมในสภา เพื่อหวังผลทางกฏหมาย "ได้เป็นนายกฯ ภายใน 30 วัน" ซึ่งในขณะที่ตนได้ประกาศไว้ว่าจะไม่เข้าร่วมประชุม เป็นการลวงพรรคใหญ่ให้พลาดในเล่ห์เหลี่ยม ? ผู้นำที่เข้าไปพึ่งบารมีเผด็จการ บังคับพรรคร่วมให้ช่วยตนได้เป็นนายกฯ จนทำสำเร็จสมใจปรารถนา โดยไม่แคร์สายตาประชาชน ซึ่งได้แต่นั่งอ้าปากค้าง..

 

          แล้ววันนี้จะมีประโยชน์อันใด? ที่ท่านจะพยายามกระทำการ "สร้างเสาสูงบนฐานอากาศ"  มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? ความเชื่อมั่นศรัทธามิได้ตั้งอยู่และยั่งยืนได้ บนน้ำลายที่แตกฟองของท่าน ฉะนั้น เมื่อยิ่งพูดพล่ามอะไรออกไป สิ่งที่ไม่มีเป็นภูมิปัญญาพื้นฐานเหล่านั้น ที่เราเรียกกันว่า "สัจจะวาจา" ก็จะย้อนกลับเข้าหาตัวเอง และเป็นโทษต่อตัวผู้สับปรับเองเช่นกัน..

 

          การที่ท่านเรียกร้องให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังชื่อรายการของท่านนั้น ผมก็ได้แต่แปลกใจอยู่ว่า.. ทั้ง ๆ ที่ ตัวเองยังไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเองเลยว่า จะมีคุณค่าพอให้มวลมหาประชาชนได้มองเห็น และเป็นฝ่ายเรียกร้องหาให้ท่าน ขึ้นมาบริหารประเทศ ด้วยมือของประชาชนเองในวันที่เหมาะสมและแสนจะยิ่งใหญ่..

 

          แต่ท่านกลับเลือกที่จะไปมั่นใจในกลไกเผด็จการ "ชิงสุกก่อนห่าม" ขอไปเป็นนายกฯ เด็กดีของอำมาตย์ และแลกกับการที่จะต้องสวามิภักดิ์ต่อเผด็จการ ต้องนำเอาผลประโยชน์ของแผ่นดินไปเป็นเครื่องบรรณาการให้กับทุกฝ่ายที่ช่วยท่าน แทนที่จะได้เป็นนายกฯ ในดวงใจของมวลประชาชน ภักดิ์ดีต่อประชาชน อย่างนี้แล้ว จะให้ประชาชนไปมั่นใจอะไรกับท่านอีกละครับ..

 

          แล้วท่านยังจะมีหน้ามาร้องเรียกหาศรัทธาจากประชาชน ทั้ง ๆ ที่เค้าไม่ได้เลือกให้ท่านไปเป็นผู้นำเขาเลยแม้แต่น้อย กลับบอกให้มานั่งเชื่อมั่นในการ "จำมาอวด" ที่ไม่มีแก่นสารใด ๆ ของท่านอย่างแปลก ๆ ช่างไม่ละอายบ้างเชียวหรือ..

 

          หากแต่จะไม่อายคนอื่น ก็น่าจะละอายตัวเองบ้างนะครับ เพราะคุณค่าของคน มันอยู่ที่ผลของงานที่ชอบและสง่างาม ไม่ใช่ว่าท่านมาจากการเป็นคนของใคร ?  แล้วท่านมีอะไรเป็นความภูมิใจของประชาชนบ้างไม๊หล่ะ? นอกจากไม่มีแล้วท่านยังอวดดี อวดเก่งไปเสียทุกเรื่อง..

 

          ก็เพราะท่านไม่ได้ก้าวขึ้นมาด้วยบารมีของตนเองนั่นแหล่ะ ฉะนั้น อย่ามาเรียกร้องขอให้ใครมาเชื่อมั่นหรือเคารพในตัวท่าน ก็เพราะท่านยังไม่เคยเชื่อมั่นและเคารพในตัวเองเลย (หรือเพราะว่าท่านเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่า มันไม่เคยมีในตัวท่านแต่อย่างใด ท่านจึงไม่เคยเชื่อความสามารถของตัวเอง ?)..

 

          ข้อร้องเถิดครับ "อย่ามาเป็นภาระประชาชน" อยู่อีกเลย.. หยุดสำรวจและพิจารณาตัวเอง ไตร่ตรองให้ดีด้วยจิตสำนึกก่อนสายเถิดนะครับ.. ก่อนที่ท่านจะไม่กล้ามองหน้าตัวเองในกระจกภายภาคหน้าได้อีกต่อไป..

 

ด้วยความเคารพ ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ชน (ที่ไม่ใช่คนของปวงประชาฯ)

 

------------//------------