(((ไพร่อุปทาน))) : "จำเลยแผ่นดิน" บทวิเคราะห์กลเกมของรัฐบาลเทพประทาน กับยุทธศาสตร์ "ยุให้แตก แล้วแยก

 (((ไพร่อุปทาน))) : "จำเลยแผ่นดิน" บทวิเคราะห์กลเกมของรัฐบาลเทพประทาน กับยุทธศาสตร์ "ยุให้แตก แล้วแยกกันตี"  กรณี "ทักษิณ-กัมพูชา"  ในแบบฉบับ "คิดให้เท่าทัน ต้องคิดแบบประชาธิปัตย์"

 

 

บทวิเคราะห์โดย : ไพร่อุปทาน ( 8 พ.ย. 52)

ทุกอย่างก็ยังคงเดินไปตามบริบทเดิม ๆ เฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา หากรัฐบาลเทพประทานพรรคประชาธิปัตย์ มีกระแสตกต่ำ หรือเพลี่ยงพล้ำใด ๆ ก็จะต้องหยิบฉวยจังหวะที่เป็นไม้ตายสำคัญ นั่นคือการ "สร้างเหตุวิกฤต เพื่อพลิกเป็นโอกาส" ปลุกปั่นกระแสนิยมในช่วงชุลมุลได้อย่างเหลือเชื่อ จากภาพอันสุดเลวร้ายในสายตาประชาชน พลิกกลับมาในบทพระเอกสุดเท่ห์ได้อย่างเช่นนักมายากลมืออาชีพ..

 

"ก็เมื่อสถานการณ์สร้างฮีโร่ได้ฉันใด  คนที่อยากเป็นเช่นฮีโร่ ก็เลยต้องเป็นผู้กำหนดสร้างสถานการณ์นั่นขึ้นเสียเอง"

 

"เช่นเหตุการณ์ รัฐบาลสั่งเรียกกองกำลังเนวิน ไปรอยั่วยุ ดักตีคนเสื้อแดงที่พัทยา จนเข้าทาง "เสื้อแดงล้มประชุมฯ" จับเอาผู้นำชาติต่าง ๆ มาเป็นเหยื่อ สร้างสถานการณ์ และได้ประกาศ พรก ฉุกเฉิน ให้สมบทบาท (ทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะเหตุการณ์ยุติไปแล้ว) หรือการล่อมวลชนไปที่จุดนัดพบ "กระทรวงมหาดไทย" ประกาศฯ พรก ฉุกเฉิน ยั่วโทสะจริต สุดท้ายหลงเป็นเหยื่อ ไล่ทุบรถที่วิ่งวน เข้าทาง "ฉากจัด" ของผู้ "จัดฉาก"ให้สื่อได้บันทึกภาพ ใช้อ้างเป็นมูลเหตุฯ และการสลายมวลชนเสื้อแดงในสงกรานต์เลือด ด้วยอาวุธสงคราม ละเมิดสิทธิมวลชนคนมือเปล่า ด้วยกระสุนปืน แต่กลับได้ความนิยมนั้นไป โดยไม่มีใครพูดถึงความรุนแรงและความสมเหตุสมผลในการกระทำของรัฐบาลนั้นเลย ?"

 

มาวันนี้.. ปรากฏการณ์ที่เป็นกระแส  กรณีกษัตริย์กัมพูชา ได้ทรงประกาศ แต่งตั้งให้ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลฮุนเซ็นในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ตั้งท่ารอจังหวะเตะรับได้อย่างเหมาะเหม๋ง อันจะนำเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ไปใช้เป็นเครื่องมือ "บดขยี้" ศัตรูคนเดิมอีกครั้ง อีกทั้งมวลชนผู้ให้การสนับสนุน ได้แตกกระเจิงกันอีกรอบ โดยการเอาศัตรูไปวางเป็นเหยื่อล่อ "ความคลั่งชาติ" จากการโหมกระพือของฝ่ายรัฐบาล และยังรับโบนัสเป็น "โชคสองต่อ" ถือโอกาส "ปั่นกระแสนิยม" ลบภาพความล้มเหลวของรัฐบาลในทุก ๆ ด้าน  อุปทานหมู่มวลชนผ่านสื่อ "ประชาชนคนไทยรับไม่ได้ ที่กัมพูชาละเมิดศาลไทย และถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย" ปล้นใจประชาชนไปได้อย่างเงียบ ๆ ง่าย ๆ ช่วงชุลมุล ด้วยอาการ "งุนงง" จนหลงประเด็น "อย่างไรชาติต้องมาก่อน"  นั่นจึงถือเป็นการ "ยิงกระสุนนัดเดียว ได้นกสองตัว" รับผลแบบสองเด้งไปโดยปริยาย

 

------------//------------

:: บทวิเคราะห์กลเกมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ::
คิดแบบประชาธิปัตย์ : ยุทธศาสตร์ "ยุให้แตก แล้วแยกกันตี"

 

ก็คือ การทำการณ์ใด ๆ ก็ตาม ที่จะแยกผู้นำมวลชน หรือผู้ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองของตน กับประชาชนที่ให้การสนับสนุน ได้แตกออกจากกันเสียก่อน สิ่งเดียวนั้นก็คือ การล้างศรัทธาประชาชนที่มีต่อผู้นำ สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือมาโดยตลอดกว่า 60 ปีของพรรคเก่าแก่นี้ นั่นก็คือ "การดึงเอาสถาบันอันควรเคารพ มาเป็นหนึ่งข้ออ้างสำคัญเสมอ"

 

การล้มอำนาจประชาชนครั้งล่าสุดโดยเผด็จการทหาร ก็เกิดจากการปูทางของมวลชนพันธมิตรฯ โดยพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุนในเชิงพฤตินัยมาโดยตลอด อีกทั้งเครือข่ายอำนาจทางอำมาตย์ก็ได้เปิดทางไว้แล้วเช่นกัน และหนึ่งในข้อหาสำคัญที่ใช้อ้างนั่นก็คือ "ความไม่จงรักฯ"  ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ ภารกิจนั้น ได้สำเร็จลุล่วงลงไปด้วยดี (แต่หลังจากนั้น ก็ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ มากมาย อันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว)

 

ในเหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน การใช้สถานการณ์ระหว่าง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณฯ กับประเทศกัมพูชา มาจุดฉนวน "คนขายชาติ" เพื่อล้างศรัทธามวลชนอีกครั้ง "อีกทั้งทำให้ประชาชนที่ยังคงให้การสนับสนุน พ.ต.ท. ดร. ทักษิณฯ เกิดความลังเล สับสนว่าตกลงตนเป็นผู้ให้การสนับสนุน "คนขายชาติ" อย่างที่รัฐบาลกำลังล้างสมองอยู่หรือไม่"  ซึ่งสอดคล้องกับผลโพลจัดตั้ง ที่มีเจ้าภาพ อ้างว่าประชาชนให้การสนับสนุนต่อมาตรการคว่ำบาตรความสัมพันธ์ของไทยต่อกัมพูชา (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครเห็นแบบสอบถามโพลนั้นสักครั้ง ? ว่าเชื่อถือได้แค่ไหน ?)  ทำสถานการณ์ให้ดูเสมือนว่าจะเลวร้ายเสียเต็มประดาโดยการเรียกฑูตไทยกลับ พร้อมทั้งทบทวนข้อตกลงต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ที่มีต่อกัมพูชาใช้เป็นมาตรการกดดัน (แต่แฝงนัยยะทางการเมืองทั้งสิ้น) ทั้งที่ก็หลายครั้งแล้ว ที่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณฯ ได้รับเกียรติจากนานาประเทศให้เป็นบุคคลคนสำคัญของรัฐบาลเขา แต่รัฐบาลไทย ก็มิได้ให้ความสนใจใด ๆ ทั้งที่เป็นกรณีเหมือน ๆ กันกับการแต่งตั้งท่านฯ ให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ?

 

ก็ยิ่งจะเข้าทางกันไปใหญ่ เมื่อมีกลุ่มคนจัดตั้ง หรือหน้าม้าจากฝั่งรัฐบาล ออกโรงผสม ประนามกลุ่มคนเสื้อแดงว่า "คนไทยใจเขมร" อุปโลกน์ "คนเสื้อแดงถอดใจ" หันหลังให้กับอดีตผู้นำ ด้วยเหตุผลตลบตะแลงไปว่า "ชาติต้องมาก่อน" (ทั้งที่ไม่เกี่ยว) จนเกิดเป็นความขัดแย้งกันเองของคนในชาติขึ้นมาอีกครั้ง

 

เพราะนี้คือแผนการณ์อันแยบยลที่แสนง่าย เพราะหากไม่สนใจต่อความสุ่มเสี่ยง ที่จะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพี่น้องประชาชนทั้งสองฝ่าย ก็มักง่ายที่จะใช้เป็นฆ้อนทุบหัวคนที่ไม่เห็นด้วย โดยการยัดข้อหา "คนไทยหัวใจเขมร" ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ชี้นำด้วยตนเอง นั่นคือ "แผนสูง" ที่จะยืมมือประชาชน โดยการใช้มาตรการทางสังคม กำจัดคนเสื้อแดง ซ้ำรอยประวัติศาสตร์แห่งยุคการกวาดล้าง "คอมมิวนิสต์" โดยความชอบธรรมอีกหรือไม่ ?

 

ผมถือว่า นี่เป็นอาชญากรรมครั้งร้ายแรงอีกครั้ง ที่พรรคประชาธิปัตย์ ในยุคการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พยายามเดินตามรอยวัฏจักรแห่งวงจรอุบาวท์ ตามรอยเท้าประวัติศาสตร์ในอดีตของพรรคฯ ที่ยังทำตัวเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนมหาอำมาตย์ คิดล้มล้างประชาชนที่ไม่เห็นด้วย และผู้ใดก็ตาม ที่เป็นผู้สร้างความหวังให้ประชาชน ก็จะต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันทุกครั้ง นั่นก็คือ "จำเลยแผ่นดิน"