(((ไพร่อุปทาน))) : "เสื้อแดงอย่าสองมาตรฐาน" - คำนี้กลุ่มผู้ภักดิ์ดีของอภิสิทธิ์ชนมีสิทธิ์ใช้ต่อขานประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรมได้ด้วยหรือ?

"เสื้อแดงอย่าสองมาตรฐาน" - คำนี้กลุ่มผู้ภักดิ์ดีของอภิสิทธิ์ชนมีสิทธิ์ใช้ต่อขานประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรมได้ด้วยหรือ?

 


"...หลังจากเกิดปรากฏการณ์ - "ยุทธการเขายายเที่ยง" - ครั้งที่ผ่านมา  ที่ประชาชนเสื้อแดงได้ขึ้นไปปักหลักรวมตัวกันชุมนุมบนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "เขายายเที่ยง" หน้าบ้านพักตากอากาศของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ หนึ่งในคณะองคมนตรี เพื่อทำการ - "เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจองคมนตรีในด้านจริยธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์" - โดยยุทธศาสตร์แบบ "จำนนต่อหลักฐาน" จึงเลือกที่จะใช้สถานที่จริงในการชุมนุม เรียกร้องให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาซึ่งเป็นผลเพียง "ปลายเหตุ" เล็ก ๆ น้อย ๆ ของปัญหาเชิงระบบในประเพณีการปกครองของไทยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น..."

---------------//---------------

 

ทัศนะโดย : ไพร่อุปทาน
20 มกราคม 2553


        จากกรณีผู้มีอภิสิทธิ์ทางสังคม ผู้มากด้วยจริยธรรมของไทยคนหนึ่ง เข้าถือครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ สร้างบ้านพักหรูส่วนตัวบนยอดเขาตระหง่าน อันเป็นทรัพย์สมบัติของชาติกว่า 20 ไร่ ทั้งที่เป็นการละเมิดกฏหมายและมีความผิด แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังต้องยอมโอนอ่อนโดย "เห็นแก่หน้า" ยอมที่จะหรี่ตายกให้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคลไป โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมแต่อย่างใด


        จนเป็นเหตุให้ประชาชนต้องลุกขึ้นทวงถามถึงต่อมจริยธรรมที่ใช้อ้างเพื่อผูกขาดซึ่งความดี มีคุณธรรมสูงส่งเหนือสุจริตชนและนักการเมืองทั้งหลาย อีกทั้งยังถือเป็นการประท้วงไปถึงผู้ปกครองรัฐ ที่เลือกปฏิบัติแก่บุคคลอย่างไม่ทัดเทียมกัน ใช้มาตรฐานหนึ่งบังคับปกครองประชาชนหรือลงโทษบุคคลฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง และเลือกปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษกับกลุ่มอภิสิทธิ์ชนหรือแม้แต่กลุ่มคนผู้ให้การสนับสนุนฝ่ายตนก็เช่นกัน จนเป็นประเพณีการเมือง การปกครองกันอย่างเหลื่อมล้ำในเชิงวรรณะของไทยที่ต้องยอมรับสภาพกันไป


        ดังนั้นจากการเทียบเคียงเหตุการณ์กรณี "ที่ดินรัชดาฯ" ที่ทำเอาอดีตนายกฯ ผู้ที่ต้องเซ็นต์ชื่อรับรองไปตามกรอบของกฏหมายให้ภริยาประมูลซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูฯ อย่างถูกต้องเป็นธรรมแล้วตั้งแต่แรก แต่กลับต้องกลายเป็นนักโทษต้องคดีไปโดยทันที และต้องรับโทษอย่างหนักหน่วง ให้สาสมแก่ใจ (ใคร) ไม่มีต้องรอลงอาญา ไม่มีต้องดูเจตนาแห่งพฤติการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งค้านความรู้สึกของประชาชนผู้รักความเป็นธรรม หรือแม้กระทั่งนักกฏหมายเองก็ตาม ต่างจากกรณี "เขายายเที่ยง" ที่ผู้มีบารมีได้พื้นที่ป่าสงวนฯ มาอย่าง "พิลึกพิลั่น" ไม่ต่างกับการได้ภูเขามาฟรี ๆ ทั้งที่รู้ว่าผิดกฏหมาย แต่กลับได้รับการปกป้องคุ้มครองจากหน่วยงานรัฐอย่าง "ลักลั่น" และอาจไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใด ๆ เลยหลังจากเรื่องได้แดงขึ้นแล้วก็ตาม และท่านก็อ้างอย่างมักง่ายว่า "ไม่มีเจตนา" ???

 

 


        ในความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบทั้งสองคดีนี้ก็ยังแฝงนัยยะเชิงการเมืองเทียบเคียงไปอีกว่า "กรณีอดีตนายกฯ นั้นได้ถูกหน่วยงานที่เป็นกลไกจัดตั้งของรัฐเผด็จการ ทั้งตัวองค์กรและตัวบุคคล ให้เป็นผู้ฟ้องร้องเอาผิดไปตามวัตถุประสงค์ แต่กรณีของท่านสุรยุทธ์ กลับไม่มีหน่วยงานใดกล้าที่จะตรวจสอบคัดค้าน จนต้องถูกประชาชนธรรมดา กระทำการฟ้องร้องต่อสังคมเสียเอง เหตุเพราะฝ่ายรัฐฯ ก็ดูเหมือนจะอึดอัดเกรงใจใน "บารมี"  ของท่าน มันจึงเป็นภาพสะท้อนเชิงบริบทของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ด้วยตัวมันเองเป็นอย่างดี (นี่ยังไม่นับเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น มวลชนสนับสนุนรัฐฯ กลุ่มหนึ่ง สามารถกระทำผิดกฏหมายหลายครั้งหลายครา แต่รัฐฯ ปกป้องและมีข้ออ้างเหตุให้อยู่เสมอ ผิดกับมวลชนที่ต่อต้านรัฐฯ อีกกลุ่มหนึ่ง กระทำการเทียบเคียงทั้งเจตนาและโดยนัยยะ กลับโดนรัฐฯ ปราบปรามเอาผิดอย่างหนักหน่วงทุกครั้งไป?)


จึงเป็นคำถามว่า...

"...นี่คือบรรทัดฐานของสังคมไทยในการถูกปกครองกันอย่างเหลื่อมล้ำใช่หรือไม่? นี่เป็นการปกครองที่แท้จริงอำนาจของอภิสิทธิ์ชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินใช่หรือไม่? และนี่คือการใช้วาทกรรมเรื่องจริยธรรม "ล่อลวงประชาชน" ของผู้มากบารมีที่มีอิทธิพลใช้อุปโลกน์คนของตนให้เหนือกว่านักการเมืองซึ่งเป็นคนจากภาคประชาชนใช่หรือไม่?..."


        และยิ่งซ้ำร้ายของประเทศนี้เข้าไปอีก ที่ยังมีคนบางกลุ่ม กลับไปยอมรับการเป็นเบี้ยล่างแห่งอภิสิทธิ์ชน คุ้นชินอยู่กับการคงอยู่ซึ่งระบบอุปถัมภ์ที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมต่อสุจริตชนทั่วไปได้เลย มาเป็นผู้ต่อต้านประชาชนเสื้อแดง โจมตีในลักษณะ "สาปส่ง" ประชาชนด้วยกันเองว่า...


- (((.."เสื้อแดงอย่าสองมาตรฐาน"..))) -


        ซึ่งแทนที่จะตำหนิไปถึงผู้ปกครองรัฐ ว่าทำไมปล่อยให้ประชาชนต้องเป็นผู้เรียกร้องหาความเสมอภาคทางสิทธิและกฏหมายด้วยตัวเอง ทั้งที่มิได้มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฏหมายได้แต่อย่างใด เป็นแค่ประชาชนผู้ถูกปกครองด้วยความเดือนร้อน แทนที่รัฐฯ จะตระหนักถึงปัญหาในเชิงการปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ที่ได้บัญญัติไว้อย่างขาดเสียไม่ได้ว่า.. - "บุคคลย่อมเสมอกันตามกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน" - กลับแสดงนัยยะเชิงวาทกรรมเสียดสี ที่เหมือนจะสื่อสารอย่างเชือดเฉือนออกมาดัง ๆ ว่า...  - - "


 - (((.."ถ้าหากประชาชนคนเสื้อแดงหรือใครก็ตาม ที่อยากได้ความเท่าเทียมกัน ก็ให้ไปกระทำกันเอาเอง ???"..))) -


        แล้วผมถามว่า หากประชาชนต้องเป็นผู้ไปกระทำให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมกันในทุก ๆ เรื่องด้วยตัวเองกันแล้ว ชาติไม่ถึงคราว "กลียุค" หรือครับ ? แล้วเราจะมีรัฐธรรมนูญไว้ปกครองใคร แล้วจะต้องมีผู้ปกครองรัฐไว้เพื่ออะไร อีกทั้งกลไกทางกระบวนการยุติธรรมมีเพียงเพื่อให้โทษกับกลุ่มคนฝั่งหนึ่ง และให้คุณกับอีกฝั่งหนึ่งเสมอหรืออย่างไรกัน?


        มันคงเป็นเรื่องตลกกลบเกลื่อนเสียมากกว่า หรือไม่ก็เลือดเข้าตา โกรธเกลียดอดีตนายกฯ และกลุ่มคนชนชั้นรากหญ้า จนถึงขั้นเลยเถิดไปมีความคิดที่ว่า "ถ้าหากความเป็นธรรมเหล่านั้นจะต้องสนองคุณอย่างชอบธรรมให้กับคนพวกนี้ หรือย้อนไปเป็นโทษต่อฝากฝั่งของตนแล้วนั้น ก็ขอจงอย่าให้มีมันเสียเลยจะดีกว่า อันความยุติธรรมทางสังคมแห่งอารยะเหล่านั้น"  กลายเป็นการยึดโทสะจริตเหนือเหตุผล ใช้อคติครอบงำตนเองอย่างไร้สติ แยกความยุติธรรมกับความเกลียดชังในหมู่ศัตรูทางการเมืองอย่างแยกไม่ออกกันเสียแล้ว (ลัทธิแห่งความเกลียดชัง)


ดังนั้น...

"...จงอย่าบิดเบือนเป้าหมายสำคัญของประชาชนเสื้อแดง โดยการสรรหา "วาทกรรมเสียดสี" หรือ "สาปส่ง" กันเองเลยว่า "เสื้อแดงอย่าสองมาตรฐาน" เพราะแท้จริงแล้ว การที่จะกระทำให้สังคมมีความสงบสุขและเท่าเทียมกันทางกฏหมายได้นั้น มิใช่หน้าที่ทางตรงของประชาชนผู้เรียกร้องแต่อย่างใด หากแต่จะบอกไปถึงผู้ปกครองประเทศ ให้ยึดหลักแห่งแนวทางตามรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการบังคับใช้กฏหมายให้เป็นไปโดยเท่าเทียมและเป็นธรรมให้ได้จริง  จึงไม่สมควรที่จะนำมาข้อโจมตีใด ๆ มากล่าวร้าย หรือ "โยนภาระ" อันมิใช่อำนาจหน้าที่ของประชาชนแต่อย่างใด..."


        ฉะนั้นผมต้องขอเตือนสติพี่น้องคนไทยทุกคน และอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย รวมถึงไปผู้มีอำนาจปกครอง ให้ได้ตระหนักกันเสียทีว่า ..."พี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงนั้นได้ทำหน้าที่ภาคพลเมืองอย่างสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้พวกท่านได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาใหญ่ที่ยังแอบแฝงอยู่ในกลไกการขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของรัฐ และเป็นการพิสูจน์เชื่อว่ามีอำนาจบางอย่างที่เหนื่อกว่าอำนาจการปกครองของประชาชน คอยปกคลุมคุกคามเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลประชาธิปไตยอยู่เสมอ นั่นก็คือ "กลไกแฝงจากระบอบอำมาตย์" ที่มีอยู่จริงอย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป


"อภิสิทธิ์ชนและกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจเหนือรัฐ" นั่นคือรากเหง้าแห่งปัญหาเชิงระบบที่สำคัญ อันเป็นที่มาแห่งความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองของชาติแทบทุกครั้งไป และครั้งนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมอีกเช่นเคย...


- (((.. "เราจะยุติวงจรอุบาทว์เหล่านี้กันได้หรือยัง?"..))) -

---------------//---------------