จับตาห้างญี่ปุ่นปรับตัวสู้ศึกค้าปลีกไทย

ที่ผ่านมาทุนญี่ปุ่นในธุรกิจห้างสรรพสินค้าในไทยนั้นถือว่า
ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ไม่ว่าจะเป็น
โตคิว ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเอ็มบีเค
เซ็นเตอร์ ซึ่งมีเพียงสาขาเดียวมาเกือบ 30 ปี และ
ห้างสรรพสินค้าอิเซตันที่ขยายตลาดมาจากประเทศญี่ปุ่น
 ตั้งแต่ปี 2535 ในพื้นที่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แต่ในช่วงจังหวะเดียวกันนี้ปรากฏให้เห็นการเคลื่อนตัว
เป็นครั้งแรกของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นในไทยซึ่งปักหลัก
และนิ่งมานาน  ไม่ว่าจะเป็นโตคิวที่ลงทุนขยายสาขาที่ 2
ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ปาร์ค ถ.ศรีนครินทร์

โดยครั้งนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท พาราไดซ์ รีเทล
จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท เอ็ม บี เค กรุ๊ป
จำกัดฝ่ายไทย ถือหุ้น 50% และบริษัท กรุงเทพ-โตคิว
สรรพสินค้า จำกัด ถือหุ้น 50% จากญี่ปุ่น ในมูลค่าการ
ลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท

ส่วนอิเซตันนั้นในช่วงปีที่ผ่านมาได้ประกาศแผนรีโมเดล
ครั้งใหญ่ด้วยงบการตลาดสูงถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อ
ต้องการสร้างบรรยากาศภายในห้างให้ใกล้เคียงกับ
ห้างสรรพสินค้าอิเซตันในประเทศญี่ปุ่น

โดยนำแนวคิดที่เรียกว่า “บรรยากาศแวดล้อม สินค้า
และทัศนียภาพ (Environment, Merchandise and Scene)”
มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เช่น การปรับพื้นที่ Food Floor
ขนาด 3,500 ตารางเมตร ในชื่อใหม่ว่าวะโชกุ แกลเลอรี่
(WASHOKU GALLERY) ภายใต้แนวคิด “this is japan.”
ด้วยการสร้าง 4 องค์ประกอบหลัก คือ สร้างความสนุก
สนานกับการกินและดื่ม (Eat) สนุกสนานกับการทำอาหาร
(Cook) และวัฒนธรรมใหม่ๆของญี่ปุ่นผ่านอาหาร (Joy)
การหาของขวัญสำหรับวันพิเศษ (Gift) ในแบบต้นตำรับ
ญี่ปุ่น

ซึ่งอิเซตันจะลดความแตกต่างด้านราคาของสินค้าที่
นำเข้าจากญี่ปุ่นกับสินค้าที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า
ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสร้างความ
พึงพอใจสูงสุด

              สนับสนุนโดย              
นิตยสารแมกเก็ตติ้ง (Magketing)

สามารถดาวน์โหลดนิตยสารฉบับเต็ม...ฟรี...ได้ที่
http://www.ebooks.in.th/ebook/42526/magketing_vol17/