ทำไมถึงต้องมีรายได้อุดหนุนโรงเรียน เพื่ออาหารกลางวันเด็กนักเรียน ???

ทุกปีรัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในโรงเรียน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวัน และภาวะทุพโภชนาการของเด็ก ผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)   
อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็ไม่เคยเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่มีราคาสูงขึ้นทุกปี ซึ่งเมื่อปี 2557 รัฐบาลได้อนุมัติให้มีการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กจาก 13 บาท เป็น 20 บาท ต่อคนต่อวัน ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวถือว่ายังไม่เพียงพอ ทำให้ต้องมีการหาเงินอุดหนุนจากผู้ปกครอง (ค่าบำรุงการศึกษา) ที่อาจจะมีการระบุวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายไว้ชัดเจน "เพื่อโครงการอาหารกลางวัน" หรือ "เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ " และผ่านเงินรายได้จาก "โครงการอาหารกลางวัน" ในแต่ละโรงเรียนอีกด้วย


ดังนั้น ภาคเอกชนไทยจึงได้มีโครงการที่จะช่วยส่งเสริมเพื่อให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน ครู และคนรอบๆ ชุมชน เพื่อรวบรวมวัตถุดิบในการประกอบอาหารส่งให้โรงเรียน เพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวันแก่นักเรียน และทำให้ภาวะโภชนาการของเด็กดีขึ้น ทำให้มีความพร้อมในการเรียนรู้  เติบโตอย่างแข็งแรง และเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ตามคำกล่าวที่ว่า "นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด" ที่จะทำให้โรงเรียนจะสามารถทำโครงการอาหารกลางวันให้สำเร็จได้อย่างยั่งยืน อย่างเช่นโครงการอาหารกลางวันจาก CPF "อิ่ม สุข ปลูกอนาคต : โรงเรียนต้นแบบสู่ความยั่งยืน"   "เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงอาหารและความรู้ด้านโภชนาการให้กับนักเรียน และสร้างแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารในโรงเรียนและชุมชน โดยให้นักเรียนนั้นลงมือปฏิบัติเอง รับผิดชอบต่อหน้าที่ของแต่ละคน ทำให้นักเรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหา และนำปัญหานั้นมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ โดยนำแนวทางการพัฒนานั้นกระจายไปยังโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อปรับปรุง พัฒนา แก้ไข และต่อยอดจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง "
ทำให้เด็กนักเรียนได้รับการสนับสนุนเรื่องแหล่งวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวัน ตั้งแต่แม่ไก่ไข่ โรงเพาะเห็ด บ่อเลี้ยงปลา และแปลงปลูกผักสวนครัว ทำให้เด็กได้รับอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้หลังจบการศึกษาได้อีกด้วย   ที่มา : โครงการซีพี ... เพื่อความยั่งยืน