8 เดือนแรกราคาบ้านเฉลี่ย 4.3 ล้าน คาดต่างชาติจะมาแย่งซื้อ





            8 เดือนแรกของปี 2561 เปิดบ้าน-คอนโดใหม่ 63,098 หน่วย มูลค่ารวม 273,684 ล้านบาท เฉลี่ยหน่วยละ 4.337 ล้าน ต่อไปคนไทยจะไม่มีปัญญาซื้อบ้าน เพราะต่างชาติมาแย่งซื้อ ดันราคาสูงลิ่ว แต่ทั้งปี 2561 จำนวนการเปิดตัวใหม่ยังจะลดกว่าปีก่อน 10%

           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ในฐานะที่เป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นศูนย์ข้อมูลที่สำรวจข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ปี 2537 เปิดเผยว่าจากการรวบรวมข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงปี 2561 ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - สิงหาคม) พบว่ามีการเปิดโครงการใหม่ 242 โครงการ รวม 63,098 หน่วย รวมมูลค่า 273,684 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วหน่วยละ 4.337 ล้านบาท และเฉลี่ยแล้ว แต่ละโครงการมีขนาด 261 หน่วย

 

           ดังนั้นในเบื้องต้นจึงคาดการณ์ว่าทั้งปี 2561 จะมีโครงการใหม่อยู่ประมาณ 363 โครงการ รวม 94,647 หน่วย รวมเป็นเงิน 410,526 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับจำนวนโครงการลดลง 11% จำนวนหน่วยลดลง 17% และมูลค่าโครงการลดลง 7% เมื่อเทียบกับปี 2560 อย่างไรก็ตามผลการสำรวจรายเดือนยังอาจมีน้อยกว่าความเป็นจริงประมาณ 5% และคาดว่าใน 4 เดือนหลังที่จะถึงนี้ จำนวนโครงการ จำนวนหน่วย และมูลค่าต่อเดือนน่าจะเพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของ 8 เดือนแรก 10% เพราะในช่วงปลายปีน่าจะมีการเปิดตัวมากเป็นพิเศษ

           ดังนั้น ดร.โสภณ และคณะนักวิจัย จึงประมาณการได้ว่า จำนวนโครงการที่เปิดในปี 2561 น่าจะมี 394 แห่ง รวม 102,692 หน่วย รวมมูลค่า 445,421 ล้านบาท หรือเท่ากับว่าเมื่อเทียบกับปี 2560 จำนวนโครงการลดลง -4% จำนวนหน่วยยังลดลง -10% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น 1% หรือแทบไม่ได้ปลี่ยนแปลงเลย ส่วนราคากลับจะเพิ่มขึ้น 12% เลยทีเดียว การนี้แสดงว่า


           1. การเปิดตัวในปี 2561 นี้หดตัวลงกว่าปี 2560 แสดงชัดว่าเศรษฐกิจไม่ดี

           2. อย่างไรก็ตามปรากฏว่าราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 3.858 ล้านบาทต่อหน่วยในปี 2560 เป็น 4.337 ล้านบาทในปี 2561 แสดงว่า สินค้าราคาสูงกลับขายได้ดีกว่าราคาถูก จึงมีโครงการราคาสูงมากขึ้น

           ยิ่งกว่านั้น ดร.โสภณ ยังบพบว่าเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยที่ซื้อขายในปี 2560 มีมูลค่าการขายโดยรวม และที่ให้ต่างชาติซื้อไปโดยตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีการซื้อขายกันถึง 576,396 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 113,280 ล้านบาท ถูกซื้อโดยชาวต่างชาติ หรือราว 20% และส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (https://goo.gl/fpbv6m) หากไม่มีกำลังซื้อต่างชาติ ตลาดที่อยู่อาศัยคงซบเซาลงกว่านี้

           การที่ไทยอนุญาตให้ต่างชาติซื้อบ้านและห้องชุดได้โดยไม่มีข้อจำกัด เป็นการทำลายเศรษฐกิจครัวเรือนของบไทยเอง เพราะต่างชาติมาแย่งซื้อสินค้าที่อยู่อาศัยของไทย ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น ชาวบ้านไม่สามารถซื้อบ้านได้ รายได้จะไม่สมดุลกับราคาบ้านที่ถีบตัวสูงขึ้นจากกำลังซื้อต่างประเทศ ในต่างประเทศ เขาจึงมีมาตรการคุ้มครองคนในประเทศ ดังนี้:

            1. สิงคโปร์ กำหนดให้ต่างชาติซื้อบ้านได้ แต่ต้องเสียภาษี 20% ถ้าเป็นบริษัทมาซื้อต้องเสียภาษี 25% เพื่อป้องกันการเก็งกำไรโดยชาวต่างชาติ

            2. มาเลเซีย กำหนดให้ราคาบ้านที่ซื้อได้ต้องเกิน 2 ล้านริงกิต (ประมาณ 16 ล้านบาทไทย) ไม่ใช่ให้ซื้อได้ทุกระดับราคา

            3. ออสเตรเลีย ให้ต่างชาติซื้อได้แต่บ้านมือหนึ่ง ห้ามซื้อบ้านมือสอง เพื่อให้การคุ้มครองผู้ซื้อบ้านในประเทศ

            4. นิวซีแลนด์ ยกเลิกการให้ต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัย

            5. ไต้หวัน ให้ต่างชาติโดยเฉพาะจีนซื้อได้ แต่มีมาตรการ 3-4-5 คือ ซื้อแล้วไม่อาจขายต่อได้ในระยะเวลา 3 ปีแรก ซื้อแล้วไปอยู่อาศัยในไต้หวันได้ไม่เกิน 4 เดือนต่อปี และกู้เงินในไต้หวันซื้อได้ไม่เกิน 50% นั่นเอง

           ถ้าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการคุ้มครองปกป้องเพื่อนร่วมชาติ ต่อไปต่างชาติ (จีน) จะเข้ามาขี่คอไทย ล่าไทยเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

ดูวิดิโอคลิก: https://www.youtube.com/watch?v=dGbCs-8X4Cg