ดร.โสภณพูดชัดๆ เรื่องฟองสบู่อสังหาฯ

 บางท่านบอกว่ายังไม่มีฟองสบู่ ทั้งที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเปิดโครงการกันสนั่นโครมคราม ไม่รู้ว่าพวกเขาตาบอด ขาดข้อมูล หูหนวก ขาดความรู้ หรือเป็นใบ้เพราะถูกสั่งไม่ให้พูดความจริง! เราต้องพูดความจริงเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ทั้งนักพัฒนาที่ดิน สถาบันการเงิน ผู้บริโภค และส่วนราชการ

ดูวิดิโอ Youtube: https://youtu.be/lR202LQ1Dow

 

fb Live: https://www.facebook.com/dr.sopon4/videos/2181456055442544/


 ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) แถลงชัดเจนว่า ณ ปี 2561 จะมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ถึง 410 โครงการ หรือเท่าๆ กับปี 2560 แต่มีจำนวนหน่วยมากกว่าคือจะเปิด 121,974 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุดก็คือ มูลค่าการพัฒนาในปี 2561 น่าจะสูงถึง 524,760 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีที่แล้วถึง 19% ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาที่มีมูลค่าสูงสุดตั้งแต่ตั้งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย มาสำรวจเมื่อ 24 ปีก่อน (ตั้งแต่การสำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ.2537) ดังนั้นจึงถือเป็นการยืนยันได้ว่าได้เกิดฟองสบู่ขึ้นแล้วในวงการอสังหาริมทรัพย์ของไทย อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าฟองสบู่แตก เพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น จึงยังไม่แตก (https://bit.ly/2ztiTnA)

         ปกติฟองสบู่จะแตกก็ต่อเมื่อมีผ่านการสะสมฟองสบู่มาระยะหนึ่ง เช่น ปี 2561 เกิดฟองสบู่ และอาจเกิดต่อเนื่องในปี 2562 และ 2663 ดังนั้นในปี 2564 น่าจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกเพราะการสะสมของสินค้าที่ล้นเกิน อย่างไรก็ตามในปี 2560 สินค้าที่อยู่อาศัยได้รับการซื้อโดยชาวต่างชาติประมาณ 20% โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (https://goo.gl/fpbv6m) หากเกิดสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา อาจทำให้นักซื้ออสังหาริมทรัพย์จากจีนหดหายลงก็เป็นไปได้ ถ้าเศรษฐกิจปี 2562 ไม่ดี ปริมาณการเก็งกำไรของนักลงทุนภายในประเทศเองอีกราว 15% (https://bit.ly/2PlfwVR) ก็อาจหดหายไปอีก ดังนั้นอุปทานที่เกิดขึ้นมามากมายในปี 2561 ก็อาจ "สะดุดขาตัวเองหกล้ม" ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นเล็กๆ ก็อาจแตกเร็วกว่าที่คิด

         ความเปราะบางของตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็คือ บ้านราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาทในตลาดมีเพียง 21% หรือราว 25,615 หน่วย แต่มีมูลค่ารวมกันเพียง 8% ของทั้งหมด คือมีค่าราว 41,981 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 1.639 ล้านบาท ในขณะที่บ้านราคาแพง คือราคาตั้งแต่ 5 ล้านขึ้นไป แม้มีจำนวนรวมกันเพียง 23% ของทั้งตลาด หรือ 28,054 หน่วย ซึ่งมากกว่าบ้านราคา (ค่อนข้าง) ถูก (ต่ำกว่า 2 ล้านบาท) แต่มีมูลค่ารวมกันถึง 50% ของทั้งตลาด คือ 262,380 ล้านบาท หรือมีมูลค่ามากกว่าบ้านราคา (ค่อนข้าง) ถูกถึงราว 5 เท่าตัว ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีในปีหน้า แล้วคนที่ซื้อบ้านราคาสูงเกิดทิ้งดาวน์ขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก สถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่อให้กับโครงการาคาสูงๆ ก็จะมีความเสี่ยงตามไปด้วย

       ภาพฟองสบู่เห็นชัดเจนแบบนี้ กลับหูหนวกตาบอดมองอะไรไม่เห็น พูดอะไรไม่ได้ หรือมีอะไรอุดปากไว้ ทำให้น้ำท่วมปาก เราควรเห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนผู้ซื้อบ้านส่วนรวม ไม่ใช่เห็นแก่ใครบางคน ประเทศชาติไม่ใช่ของใคร แต่เป็นของประชาชน


ที่มา : https://bit.ly/2ATcqCq