เคล็ด(ไม่)ลับ คุณพ่อต้นแบบยุคไทยแลนด์ 4.0

ต้องยอมรับว่าสถาบันครอบครัวในยุคนี้ บทบาทของ “พ่อ” ในการดูแลลูกมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าแม่ ภาพที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆในสังคมปัจจุบันก็คือ พ่อแม่ช่วยกันดูแลลูก พ่ออุ้มลูก พ่อเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก จากเดิมที่บทบาทของพ่อถูกสังคมตีกรอบให้เป็นผู้หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ยกภาระการเลี้ยงดูลูกให้เป็นหน้าที่ของแม่ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วการที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคงทางอารมณ์ จิตใจ และสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กจะต้องได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากทั้งพ่อและแม่

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส ประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช ดีไซน์หลักสูตร “Parents: The First Coach” นำทางพ่อแม่สู่การเป็นโค้ชคนแรกของลูก โดยนำจุดแข็งของแต่ละด้านของทั้งสองบริษัทมาเติมเต็มหลักสูตรนี้ให้ครบสมบูรณ์ที่สุด เพื่อครอบครัวที่อบอุ่นและสังคมที่ดีขึ้น มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายพ่อแม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 และทั่วโลกที่ขับเคลื่อนด้วยด้วยเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายหลักให้พ่อแม่มีความเข้าใจตัวตนของตนเองและผู้อื่น เป็นต้นแบบในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับลูก โดยผ่านทักษะไลฟ์โค้ช (Life Coach) ทักษะการสื่อสารกับลูกด้วยความเข้าใจและมีนัยยะเพื่อสร้างฐานที่แข็งแรงในการเติบโตของลูก รวมทั้งทักษะและมารยาททางสังคม ซึ่งจะทำให้พ่อแม่มีความสง่างามทั้งภายนอกและภายใน มีบุคลิกภาพดี และเป็นต้นแบบให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพ

 “นางสาวธัญญา รอตก้า ถาวรเวช” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส ประเทศไทย ให้มุมมองเกี่ยวกับบทบาทของพ่อว่า ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องแบ่งหน้าที่ในการเลี้ยงลูกว่าต้องเป็นของพ่อหรือแม่ เพราะขึ้นชื่อว่าพ่อแม่แล้ว คงไม่ใช่หน้าที่ของคนๆ เดียวในการดูแลเลี้ยงดูลูก หากแต่ต้องเป็นคำว่า “เรา” ต้องปรึกษาหารือกันว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระกันและกันได้อย่างไร ไม่เปรียบเทียบว่าฉันทำมากกว่า หรือเธอทำน้อยกว่า ซึ่งก่อนจะบอกว่าใครต้องทำอะไร ผู้ที่สวมบทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่ต้องทำความเข้าใจตัวตนของตนเอง ต้องร่วมด้วยช่วยกันทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจ พ่อและแม่ต้องเป็นทีมเวิร์คที่แข็งแรง ช่วยกันปลูกต้นไม้ 1 ต้นซึ่งเปรียบเสมือนลูกให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

สิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนอื่นเลยก็คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกโดยเริ่มจาก 1. Mindset หรือกระบวนการคิดที่ปรับจากข้างในเพื่อให้เข้าใจตัวตนของตนเองและผู้อื่น 2. ทักษะความเป็นพ่อแม่ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก 3. ทักษะด้านการสื่อสาร ตั้งแต่การใช้คำพูดกับลูก ซึ่งในแต่ละช่วงวัยจะมีชุดคำพูดที่เหมาะสมกับลูกแตกต่างกัน รวมถึงน้ำเสียงและภาษาท่าทางที่จะพูดหรือแสดงกับลูกอย่างเหมาะสม วิธีการที่ถูกต้องในการปฏิเสธหรือการมีข้อจำกัดกับลูก และสุดท้ายคือ ทักษะทางสังคม หรือมารยาทในสังคม โดยมีพ่อแม่เป็นต้นแบบในการหล่อหลอมลูกให้มีวินัยทางสังคมและกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกที่ควร


                “เราก็ต้องเข้าใจว่าจะต้องสื่อสารกับลูกอย่างไร อันนี้สำคัญมาก แม้ว่าเราจะมีเจตนาดี คิดดี แต่คำพูดน้ำเสียง หรือสีหน้าท่าทางที่แสดงออกมันสวนทางกับสิ่งที่เราพยายามจะบอกลูก ถึงแม้ว่าเราจะปรารถนาดีเพียงใด แต่ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาดก็อาจจะทำให้ลูกซึ่งเป็นผู้รับสารตีความผิดเพี้ยนไปได้ ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำทั้งหมดล้วนมีผลต่อสภาพจิตใจและการกระทำของลูกทั้งสิ้น ธัญญา กล่าว


“โค้ชจิมมี่ - นางพจนารถ ซีบังเกิด” ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช ให้แนวคิดว่า คำว่า “พ่อ” เป็นคำที่สมมุติขึ้น และต้องมีบทบาทที่เหมาะสมสำหรับการเป็นพ่อ เพราะคนที่ทำหน้าที่พ่อมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของลูกเป็นอย่างมาก ในกรณีของลูกชายพ่อคือแบบฉบับของการเป็นผู้นำครอบครัว เป็นพ่อ เป็นสามี ซึ่งเด็กผู้ชายมักจะมีพฤติกรรมเลียนแบบพ่อของตัวเอง ไม่ว่าจะด้านดีหรือไม่ก็ตาม ส่วนลูกสาว พ่อคือแบบฉบับของผู้ชายทุกคนบนโลกนี้ รวมถึงการเลือกคู่ครองในอนาคต ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างลูกสาวกับพ่อถือว่ามีบทบาทสูงมากไม่แพ้กัน

คุณสมบัติที่ดีของคุณพ่อในยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็คือ 1. รู้อารมณ์ของตนเอง เข้าใจความรู้สึกและความต้องการลูก เช่น อาจลองตรวจสอบดูว่าล่าสุดที่อยู่กับลูกมีความรู้สึกอย่างไรกับลูก อารมณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีความรัก ความห่วง ความกังวล ความโกรธ เพื่อให้เห็นว่าปฏิสัมพันธ์ของคนในบ้านเป็นอย่างไร เข้าใจที่มาของอารมณ์ว่าพฤติกรรมที่ลูกทำหรือพฤติกรรมของตัวเองเกิดจากอะไร ลูกติดเกมเพราะอะไร อาจจะเหงา เราให้ลูกเลิกเกมไม่ได้ แต่ช่วยให้ลูกไม่เหงาได้ 2. มองเห็นถึงคุณสมบัติที่ดีที่อยู่ในตัวตนของลูก ลูกอาจมีพฤติกรรมที่ตนเองอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ แต่ทุกพฤติกรรมมีเจตนาและคุณสมบัติที่ดีผลักดันอยู่เบื้องหลังเสมอ เมื่อสังเกตได้แล้วอารมณ์ที่ขุ่นมัว ขัดใจ หรือกังวลใจก็อาจจะลดลงหรืออาจจะหายไปเลยก็ได้


                “พ่อบางคนต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ มีตัวอย่างมีข่าวให้เห็นกันบ่อยๆ อย่างงานวันแม่ ทำไมพ่อบางคนต้องทำหน้าที่แทนแม่เพราะแม่ไม่อยู่แล้ว พ่อก็ต้องทำหน้าแทนได้ อย่าให้ลูกรู้สึกว่าเขาขาดใครไป ต้องเป็นที่พึ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะที่ลูกเติบโต โดยเฉพาะช่วงที่ลูกอายุ 1 - 7 ปี พ่อที่เป็นซิงเกิลฟาร์เตอร์หรือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวจะต้องเป็นทั้งความอบอุ่นและสร้างความแข็งแรงให้กับลูก ปรับเปลี่ยนบทบาทไปตามวัยของลูก แต่กรณีที่ยังมีแม่อยู่ก็ต้องช่วยกันให้อบรมเลี้ยงดูลูกด้วยความรักความอบอุ่น ต้องมี Mindset ที่ดี ดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีภายใต้กระแสของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” โค้ชจิมมี่ กล่าวทิ้งท้าย


 คาแรคเตอร์ของพ่อจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเลี้ยงดูลูกซึ่งเปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์ให้เติบโตเป็นต้นกล้าที่งอกงาม เป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง สง่างาม อันจะนำไปสู่การเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขอย่างยั่งยืน

สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องการเรียนรู้สู่การเป็นต้นแบบและโค้ชคนแรกในชีวิตของลูก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร “Parents : The First Coach”  ได้ที่สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส ประเทศไทย โทร 02-646-1999 หรือ บริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช โทร 02-789-9955