เจ้าสัวธนินท์โชว์วิสัยทัศน์เศรษฐกิจผสมผสาน: ผลิต-บริการ-ดิจิตอล ในการประชุม Boao Forum for Asia 2019

สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดการประชุม Boao Forum for Asia Annual Conference 2019 ในหัวข้อ “Shared Future, Concerted Action, Common Development” ที่มณฑลไห่หนาน ระหว่างวันที่ 27 – 29 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด ท่ามกลางบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 200 คน รวมถึงคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งได้รับเกียรติให้ร่วมงานทุกปี



คุณธนินท์ ในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล ยังได้เข้าร่วมการประชุม “Overseas Chinese CEO Roundtable” ซึ่งปีนี้จัดในหัวข้อ “การสร้างอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ-การมีส่วนร่วมของชาวจีนโพ้นทะเลและโอกาส” โดยมีนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลจากทั่วโลกประมาณ 30 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านชาวจีนโพ้นทะเลร่วมกันหารือเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลในจีน อาเซียน และเอเชีย ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจระลอกใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงว่า นักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลและชาวจีนโพ้นทะเลจะมีส่วนร่วมในการร่วมสร้างโชคชะตาร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติอย่างไร


การประชุมดังกล่าวแบ่งหัวข้อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นออกเป็น 4 หัวข้อย่อย ได้แก่ ชาวจีนโพ้นทะเลกับจีนในยุคเปิดประเทศและการริเริ่มสร้างสรรค์, ข้อได้เปรียบของชาวจีนโพ้นทะเล-การผลักดันวัฒนธรรมอันดีงาม “ก้าวออกไป”, การปฏิวัติด้านเทคโนโลยีและภาวะสมองไหลข้ามชาติ, การสร้างเขตการค้าเสรีไห่หนาน (ไหหลำ)-การมีส่วนร่วมของนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลและโอกาสใหม่จากการพัฒนาประเทศจีน



คุณธนินท์ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมแบ่งปัน” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะนำโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับการพัฒนาในอนาคตของจีน เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมนำโอกาสมาด้วย ซึ่งการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจของจีนครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปด้านการค้าและเทคโนโลยีขั้นสูงจะนำพาประเทศจีนให้พัฒนาไปได้อีกหลายขั้น


นายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล ยังได้เสนอแนะให้นักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาศึกษาว่า เทคโนโลยีขั้นสูงจะให้ประโยชน์อะไรกับเศรษฐกิจภาคผลิตและบริการ และจะผสมผสานเศรษฐกิจภาคผลิตและบริการเข้ากับยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคแห่งการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างไร “เศรษฐกิจภาคผลิตและบริการเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็หนีไม่พ้น เราควรให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาว่าเราจะนำพื้นฐานนี้มาใช้ในเศรษฐกิจเสมือนจริง (เศรษฐกิจดิจิตอล) ได้อย่างไร”

คุณธนินท์ กล่าวว่า การนำเศรษฐกิจทั้งสองรูปแบบมาผสมผสานกัน จะมีประโยชน์มากกว่าการมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิตอลเพียงอย่างเดียว โดยได้ยกตัวอย่างร้าน 7-11 ที่ทำมานาน 31 ปี ปัจจุบันมี 11,000 สาขา พนักงาน 160,000 คน สามารถส่งสินค้าที่อยู่ในร้านและสินค้าที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตถึงบ้านได้ สามารถสร้างรายได้ตลอดเวลา เพราะมีพื้นฐานการผสมผสานที่ดี


อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน หากไม่ระวังหรือตามยุคตามสมัยไม่ทัน คนอื่นจะสามารถใช้พื้นฐานนี้ไปทำเงินได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะ ดังนั้น คุณค่าของ Internet of Things คือ การอาศัยเศรษฐกิจภาคผลิตและบริการเป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นผู้ผลิตและผู้บริการอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจดิจิตอลก็ยังต้องอาศัยเศรษฐกิจภาคผลิตและบริการ



นอกจากนี้ คุณธนินท์ยังแนะนำให้ศึกษาว่า เศรษฐกิจภาคผลิตและบริการจะเข้ามาผสานกับเศรษฐกิจดิจิตอล และเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างไร ถ้านำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในเศรษฐกิจภาคผลิตและบริการได้ จะเป็นประโยชน์มาก โดยได้ยกตัวอย่างโรงงานผลิตอาหารที่เบลเยียมของซีพี ที่ใช้คนเพียง 7 คน ไม่จำเป็นต้องพึ่งคนจำนวนมาก ไม่ต้องกลัวว่าการประท้วงหยุดงานจะส่งผลกระทบกับธุรกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในเศรษฐกิจภาคผลิตและบริการให้เป็นประโยชน์ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทั้งสองทีมนำผลการศึกษามารวมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล ทำให้นักธุรกิจได้เห็นว่าในอนาคตจะมีโอกาสในการทำธุรกิจอย่างไรบ้าง


------------------------


เรื่อง/ภาพ: http://www.cp-enews.com/news/details/cpnews/2430