ม.รามฯ บริการสังคม จัดอบรม "กัญชากับการรักษาโรค"


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานเปิดการอบรมวิชาการ เรื่อง “องค์ความรู้ด้านกัญชากับการรักษาโรค” โดยมี นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ Dr. Uma V.A. Dhanabalan, MD (Founder/CED of Global Health & Hygiene Solution, LLC, USA) เป็นวิทยากร และมีมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ จำนวนกว่า 1,500 คน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ณ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหง


รองศาสตราจารย์ ดร. วรรณา มุสิก คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์จากกัญชา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องแก่ประชาชนและสังคม เพื่อจะได้รับทราบเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันในการใช้ประโยชน์จากกัญชากับการรักษาโรค ตลอดจนข้อจำกัดการใช้กัญชาตามกฎหมายไทย และครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากกัญชา เพื่อให้ได้องค์ความรู้อย่างรอบด้านทั้งทางด้านการใช้ประโยชน์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคต ตามขอบเขตของกฎหมายไทย



ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร กล่าวว่า การใช้ประโยชน์จากกัญชาถือเป็นประเด็นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง และในส่วนของภาคสังคม จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในด้านกฎหมาย การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร การรักษาโรค และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารจัดการให้สอดคล้อง เหมาะสม กับวัฒนธรรมและประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งนี้ เชื่อว่ากัญชามีส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการแพทย์ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมาก


มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตระหนักในเรื่องนี้อย่างยิ่ง ทั้งยังมีความพร้อมเรื่องทรัพยากรบุคคลทางด้านวิทยาศาสตร์ และเครื่องมือสำหรับการค้นคว้าวิจัย ซึ่งสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เหล่านี้มาศึกษาพัฒนากัญชาในฐานะสมุนไพรสกัดให้เกิดประโยชน์กับสัมคมและประเทศชาติต่อไป



นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกฏหมายกัญชาในประเทศไทยว่า ปัจจุบันมีการสื่อสารปากต่อปากที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปลูกกัญชาเสรี ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมภาคีเครือข่ายอนุสัญญายาเสพติดขององค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่พ.ศ. 2504 ร่วมกับ 196 ประเทศทั่วโลก และกัญชาเป็นหนึ่งในยาเสพติด ทำให้ไม่สามารถปลดล็อกกัญชาโดยเสรีได้ อย่างไรก็ตาม กัญชาก็มีประโยชน์ ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังผลักดันให้มีการปลดล็อกในอนาคต



“หลังจากวิเคราะห์คุณสมบัติของกัญชาเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่เสรีและไม่สามารถปลูกเองที่ได้บ้านได้ เพื่อป้องกันการปลูกเพื่อเสพหรือสันทนาการเข้ามาปะปนจนกระทั่งเกิดปัญหาตามมา ดังนั้นเราต้องเตรียมสังคมให้พร้อม เข้าใจตรงกันเรื่องการใช้ประโยชน์จากกัญชา ...หากประชาชนต้องการปลูกกัญชา ต้องรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อร่วมกันผลิตและพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพรที่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และอยู่ภายใต้การกำกับควบคุม”