ประเมินผล 5 ปี ค.ส.ช. เศรษฐกิจถดถอย-ประชาชนจนลง

  ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ค.ส.ช. เศรษฐกิจของชาติกลับเสื่อมทรุดลง ไม่ได้ดีขึ้นดังที่ ค.ส.ช.แถลง ความจริงเป็นอย่างไร มาดูกัน (บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้มุ่งให้ร้าย ค.ส.ช. แต่วิเคราะห์ตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ)

           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) ได้สรุปรวมเศรษฐกิจไทยในรอบ 5 ปีนับแต่ ค.ส.ช. ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แม้รัฐบาลจะระบุว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น รัฐบาลควรปรับทีมเศรษฐกิจและหาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติด่วน

           1. รายได้ของประชาชนลดลง จากข้อมูลรายได้ต่อครัวเรือนต่อเดือนในเขตกรุงเทพมหานครในปี 2556 เป็นเงิน 49,191 บาท พอในปี 2558 ลดลงเหลือ 45,572 บาท และมาในปี 2560 ซึ่งเป็นการสำรวจล่าสุด รายได้ต่ำเหมือนเดิม คือ 45,707 บาท และอนุมานได้ว่าในปี 2561 เป็นเงิน 45,779 บาท เท่ากับรายได้ ลดลงประมาณ 7% และยิ่งเมื่อนำตัวเลขเงินเฟ้อของกรุงเทพมหานครมาปรับค่าเงิน เท่ากับรายได้สุทธิลดลงถึง 10% โดยนัยนี้แล้ว แสดงว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความยากจนยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร (https://bit.ly/2WCX2n3)

           2. ความสามารถในการซื้อบ้านลดลง ณ สิ้นปี 2556 สัดส่วนราคาบ้านที่เสนอขายเฉลี่ยทั้งปีหารด้วยรายได้ต่อปีของครัวเรือนตามการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็น 5:1 คือราคาบ้านสูงกว่ารายได้ต่อปี 5 เท่า แต่มาถึงสิ้นปี 2561 สัดส่วนนี้กลับเพิ่มเป็น 8.3 นี่แสดงชัดเจนว่าราคาบ้านพุ่งขึ้นเกินรายได้ไปมาก ความสามารถในการซื้อบ้านจึงลดลง (https://bit.ly/2E73FH0) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาของ ค.ส.ช.จึงไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 


 3. ราคาอาหารเพิ่มมากขึ้น จากการสำรวจอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงข้างถนนแถวสีลม ซึ่งเป็นย่านคนทำงานใจกลางเมืองพบว่า เมื่อประเมินจากภาพรวมสะสม 7 ปี (พฤษภาคม 2555 - พฤษภาคม 2562) ราคาเพิ่มจาก 31.0 บาท เป็น 50.2 บาท หรือเพิ่มขึ้น 62.1% เฉพาะเวลา 5 ปีหลังรัฐประหารเมื่อพฤษภาคม 2557 ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 46.4% หรือเพิ่มขึ้นปีละ 7.9% ซึ่งถือว่าสูงขึ้นมากพอสมควร หากเทียบกับก่อนรัฐประหารในช่วงเดือนพฤษภาคม 2555-2557 ปรากฏว่าราคาอาหารเพิ่มขึ้นเพียง 10.7% หรือเพิ่มขึ้นปีละ 5.2% ต่ำกว่าช่วงหลังรัฐประหาร (https://bit.ly/2EbSFYZ)

 

 

           4. กฎหมายที่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ เช่น ภาษีมรดก ที่ตั้งเกณฑ์เก็บไว้สูงมาก ทำให้แทบจะเก็บภาษีไม่ได้สักบาท เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนรวย (https://bit.ly/2tHEmnh) ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็เปิดโอกาสให้คนรวยๆ สามารถเลี่ยงภาษีได้มากมายจนแทบไม่ต้องเสียภาษี (https://bit.ly/2Ch95i4) จึงทำให้คนรวยๆ ยิ่งรวยยิ่งขึ้น เช่น อภิมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 6 เท่าโดยเฉลี่ย ปีหนึ่งรวยขึ้นประมาณ 19% ในขณะที่รายได้ของประชากรในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เฉพาะกรุงเทพมหานคร ครัวเรือนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 17% หรือเพียง 1.6% ต่อปี นี่แสดงถึงอาการ "รวยกระจุก จนกระจาย" อย่างชัดเจน (https://bit.ly/2BSCtuu)

           5. อีอีซีกลับกลายเป็นการทำร้ายชาติและ “ขายชาติ” รัฐบาลหวังว่าการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้วเป็นภัยต่อชาติ เช่น ม.35 ยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ม.48 ให้สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นของคนต่างด้าว ม.49 ให้มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น (ซื้อห้องชุดได้ 100%) ม.52 ให้เช่า เช่าช่วง ให้เช่า หรือให้เช่าช่วงที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ได้ รวม 99 ปี ม.58 (ต่างชาติ) สามารถใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ม.59 ให้ต่างชาติประกอบวิชาชีพได้โดยตรงเลย (https://bit.ly/2N93TDl) เรากำลัง “ขายชาติ” แต่ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปกป้องชาติของตนเอง

           6. มาตรการแจกเงินต่างๆ นั้น ถือเป็นการ “ให้ปลา” ไม่ได้ให้ “เบ็ด” เป็นการแก้ปัญหาที่ทำให้ประชาชนยิ่งจมปลักมากขึ้น แตกต่างจากการให้ประชาชนช่วยตนเองได้ในกรณีกองทุนหมู่บ้านในยุครัฐบาลก่อนๆ ยิ่งโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ ก็ให้ประชาชนไปซื้อสินค้าจากกิจการขนาดใหญ่มากกว่าจะเป็นการให้ชาวบ้านสามารถนำเงินไปใช้สอยเองได้ ยิ่งแนวคิดการเที่ยวแจกเงินให้ไปเที่ยว ยิ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดอย่างเห็นได้ชัด (https://bit.ly/2DV7u2f)

           7. การท่องเที่ยวทรุดเพราะรัฐประหาร หากไม่มีรัฐประหารปี 2557 จำนวนนักท่องเที่ยวย่อมไปถึง 48 ล้านคนต่อปีแทนที่จะเป็น 38 ล้านคนในปี 2561 (https://bit.ly/2TrrBuk) ยิ่งเมื่อกลางปี 2561 ที่รัฐมนตรีท่านหนึ่งกล่าวถึงว่านักท่องเที่ยวจีนที่ประสบเหตุเรือล่มเกิดจากการกระทำของคนจีนเอง ทำให้คนจีนโกรธมาก และทำให้นักท่องเที่ยวจีนหดหายไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านแทนไทยเป็นอันมาก (https://bit.ly/2Dy3pAV)

           8. อบายมุขที่ทำร้ายประชาชนกลับไม่ได้รับการแก้ไข คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดรายงานว่ายาบ้าแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (https://bit.ly/2HOZaSB) ส่วนในกรณีหวยใต้ดิน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี บมจ.ธนาคารทหารไทย ก็ระบุว่าหวยใต้ดินเพิ่มขึ้น (https://bit.ly/2VWE8vg) กรณีนี้แสดงว่ารัฐบาลยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเช่นที่เคยแก้ไขได้ในยุครัฐบาลก่อน การมี "หวยบนดิน" ทำให้ "ในช่วงปี 2547-2550 ยอดขายสลากทั้งหมดเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว ยิ่งกว่านั้นหวยบนดินยังทำให้ประชากรมีงานทำกว่า 4 แสนคน (https://bit.ly/2HqV2H2)

           9. ประชาชนไม่ได้มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกตามที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กเสนอรายงานไว้ บลูมเบิร์กวิเคราะห์ที่ไม่ตรงความจริง หากนำคะแนนความทุกข์ยากวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลอื่น ได้แก่ ดัชนีการทุจริต/โปร่งใส ดัชนีอาชญากรรม ค่าครองชีพ ภาวะเงินเฟ้อ ดัชนีการฆาตกรรม ดัชนีความเสี่ยงของประเทศ ในแต่ละประเทศ ผลการวิเคราะห์ด้วย Simple Regression Analysis และ Correlation Matrix ปรากฏว่าไม่มีความสัมพันธ์เชิงตัวแปรกันเลย (https://bit.ly/2DtghIq) แสดงว่าดัชนีความทุกข์ยากของบลูมเบิร์กไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง รัฐจึงไม่อาจอ้างอิงได้ว่าได้ทำให้ประเทศมีความสุขขึ้น

 

 

           ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในรอบ 5 ปี ของ ค.ส.ช. ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนกลับยากจนลง และไม่ได้ขจัดภัยร้ายด้านยาบ้าและหวยใต้ดิน ส่วนโครงการพัฒนาต่างๆ ก็อาจสร้างปัญหาแก่เอกราชของชาติในระยะยาว ทำให้มหาอำนาจต่างชาติมายึดครองประเทศไทยได้โดยง่ายผ่านการส่งเสริมการลงทุนที่ให้สิทธิพิเศษเกินความจำเป็น และที่สำคัญรัฐยังไม่ได้ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ภาษีมรดกและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกลับยกเว้นอย่างมากมายให้คนรวย ทำให้ประชาชนยังขาดโอกาสการพัฒนา

 

 

ประเมินผล 5 ปี ค.ส.ช. เศรษฐกิจถดถอย-ประชาชนจนลง youtube video : https://youtu.be/iP9cJE_d6Vc


ที่มา : https://bit.ly/2EvHTNo