‘สู้ภัยโควิด19’ เปลี่ยนวิกฤตเป็น ‘ความยั่งยืนของชุมชน’

‘สู้ภัยโควิด19’ เปลี่ยนวิกฤตเป็น ‘ความยั่งยืนของชุมชน’



ตัวเลขผู้ป่วยสะสมจากไวรัสโควิด19 ที่ทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ...ยังไม่มีใครตอบได้ว่าการระบาดครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด 


แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเข้มข้นขึ้นทุกขณะ แต่ผู้ป่วยก็ยังคงเพิ่มจำนวนขึ้น ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ในหลายประเทศทั่วโลก มาตรการใดๆ ก็ไม่อาจเกิดผลได้ หากคนในสังคมไม่เข้าใจ ไม่ตระหนัก และไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เช่นนี้แล้ว ประชาชน ‘ทุกคน’ จึงเป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่จะทำให้มาตรการของรัฐสัมฤทธิ์ผล รวมถึงหนุนเสริมส่วนที่ตนเองทำได้เพื่อร่วมกันต่อสู้ภัยโควิด19


นั่นเป็นที่มาของ คำว่า ‘ตื่นรู้’ ในแผนงาน ‘รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ ช่วยชาติสู้ภัยโควิด19’ ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่ายกำลังผลักดันเพื่อเปลี่ยน ‘ประชาชนผู้ตื่นตระหนก’ เป็น ‘พลเมืองผู้ตื่นรู้’ เท่าทันสถานการณ์และลงมือทำอะไรบางอย่างในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ


ในสถานการณ์ปกติ สช. เป็นองค์กรที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายมากมายในทุกระดับอยู่แล้ว เพื่อขับเคลื่อนเรื่อง ‘สุขภาพ’ ในความหมายกว้างทั้ง กาย ใจ สังคม และปัญญา ในยามวิกฤต ทุนเดิมเหล่านี้จึงทำให้การสานพลังในแนวราบเพื่อดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน และเยียวยาสถานการณ์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศเป็นไปได้อย่างค่อนข้างรวดเร็ว โดยเริ่มจากวงหารือระหว่างภาคียุทธศาสตร์ด้านสุขภาพในส่วนกลาง เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายหมออนามัย ร่วมกับภาคียุทธศาสตร์ด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS เครือข่ายภาคประชาชน

   

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การรวมพลังครั้งสำคัญครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ


ประการแรก สานพลังและบูรณาการภารกิจ เครือข่าย เครื่องมือ องค์ความรู้ และงบประมาณของภาคียุทธศาสตร์ทั้งด้านสุขภาพและสังคม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนสู้ภัยโควิด19 ของภาคีเครือข่ายและหน่วยงานในพื้นที่

   

ประการที่ 2 สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละจังหวัด อำเภอ ตำบล เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมหรือ ‘ธรรมนูญประชาชนสู้ภัยโควิด19’ ในระดับตำบลและหมู่บ้าน

   

ประการสุดท้าย เพื่อให้ความรู้และปรับเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากภาวะตื่นกลัวเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้และมีส่วนร่วมกำหนดมาตรการของตนเพื่อหนุนช่วยภาครัฐ


“มาตรการของรัฐอย่างเดียวให้ผลระดับหนึ่ง จุดสำคัญคือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการของประชาชนในชุมชน ผลกระทบของเรื่องนี้จะทำมีตามมาอีกมหาศาล ผลกระทบทางสังคมคือตื่นตระหนก ตื่นกลัว โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทางจาก กทม. สู่ต่างจังหวัดจำนวนมาก ผลกระทบด้านเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นชัดเจนแล้ว และจะมีกระทบด้านความมั่นคงตามมา


หน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ส่วนกลางเห็นว่าเราต้องจับมือกับภาคีเครือข่ายด้านสังคม ปรึกษาหารือจนได้ข้อตกลงว่าต้องบูรณาการเครือข่ายและเครื่องมือเพื่อหนุนช่วย ทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนประชาชนในพื้นที่ให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้และกำหนดมาตรการของภาคประชาชน โดยใช้ตำบลเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการสู้ภัยโควิด ใช้ชุมชนหมู่บ้านเป็นฐานปฏิบัติการ มีประชาชนทุกครอบครัวเป็นศูนย์กลาง” นพ.ประทีปกล่าว


ประเทศไทยมีตำบลกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ในแต่ละแห่งมีกลไกอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาลสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) สภาองค์กรชุมชน และประชาชนทั่วไป ภาคีทั้งหมดที่ร่วมหารือเห็นตรงกันว่า เราจำเป็นต้องประสานทั้งหมดนี้เพื่อร่วมกันหาแนวทางการจัดการ กำหนดบทบาท และสร้างมาตรการทางสังคม เช่น การเฝ้าระวังในระดับชุมชน ตำบล ครอบครัว บุคคล การรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจ การดูแลกลุ่มเปราะบางต่างๆ ได้ โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดให้สอดคล้องตามบริบทของตนเอง และสามารถใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นในการดำเนินการได้เลยทั้งกองทุน โดย สช. และภาคีเครือข่ายก็ได้เตรียมสนับสนุนการทำงานในระดับต่างๆ ด้วย


อย่างไรก็ตาม ระดับตำบลไม่สามารถรับมือเรื่องนีได้ตามลำพังได้ จึงจำเป็นต้องมีกลไกระดับจังหวัดและอำเภอมาหนุนเสริม โดยจะมีสมัชชาสุขภาพจังหวัดเป็นแกนประสานเพื่อจัดวงหารือ ในระดับจังหวัดภาคส่วนที่เข้าร่วมประกอบด้วย กรรมการจังหวัด ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม ส่วนระดับอำเภอมีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) โรงพยาบาลอำเภอ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างมาตรการหนุนเสริมและส่งต่อข้อมูลไปยังระดับประเทศ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ขณะเดียวกันก็ต้องสนับสนุนปฏิบัติการในระดับตำบล


นอกจากนี้ เพื่อความสะดวกและสามารถตอบสนองได้ทันสถานการณ์ สช. จึงได้จัดทำแนวทางการจัดกระบวนการปรึกษาหารือแล้วทั้ง 3 ระดับ โดยจะกำหนดรายละเอียดขอบเขตการทำงานที่แตกต่างแต่ก็สอดประสานกัน แบ่งเป็น 1) แนวทางการปรึกษาหารือระดับจังหวัด สำหรับสมัชชาสุขภาพจังหวัดใช้ในการดำเนินการ 2) แนวทางการปรึกษาหารือระดับอำเภอ สำหรับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ/สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ใช้ในการดำเนินการ 3) แนวทางการปรึกษาหารือระดับตำบล สำหรับท้องถิ่น/ท้องที่/รพ.สต./สภาองค์กรชุมชน ใช้ในการดำเนินการ


ตัวอย่างประเด็นที่หารือและสร้างมาตรการทางสังคมร่วมกันในท้องถิ่น เช่น

1.   แนวทางการปฏิบัติตนของบุคคลและครอบครัว

2.   การเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง และประสานสนับสนุนข้อมูลกับเจ้าพนักงานควบคุมโรคระดับต่างๆ

3.   การช่วยเหลือดูและกันของคนในชุมชน ท้องถิ่น สังคม การดูแลกลุ่มเปราะบางต่างๆ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม

4. การจัดการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ให้รองรับคนในชุมชน ท้องถิ่น สังคมได้

5. การจัดการขยะ สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะติดเชื้อ

6. การจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ อาสาสมัครต่างๆ

7. การจัดกิจกรรมทางสังคม ประเพณี

8. การสื่อสาร รณรงค์ สร้างความรู้ความเข้าใจสู่ประชาชน และสาธารณะ


ด้าน ปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า ทาง พอช. พร้อมใช้ทุกกลไกและเครื่องมือที่มี เช่น สภาองค์กรชุมชน แผนพัฒนาคุณภาพชีวิต กองทุนสวัสดิการชุมชน ในการสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่


“แผนอนาคตในการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด เบื้องต้นมี 2 แผน คือ 1.พัฒนาคุณภาพชีวิตคนในระดับตำบลหรือเมือง เฝ้าระวัง ช่วยเหลือ ฟื้นฟู สร้างมาตรการร่วมกัน 2. ส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เรามีคนที่ตกงานกลับบ้าน เราจะดูแลได้อย่างไรและจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างไร แต่ พอช. ก็ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ จึงต้องร่วมมือกับภาคีทางยุทธศาสตร์ทุกภาคส่วน” ปฏิภาณกล่าว


ในส่วนของ สสส. นพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวถึงสิ่งที่ สสส. ดำเนินการไปแล้วผ่านเครือข่ายแนวราบ คือ การสร้างและส่งต่อองค์ความรู้ มีการสร้างศูนย์เรียนรู้โรคระบาดซึ่งต้นแบบใกล้เสร็จแล้ว ส่วนที่ 2 คือการผลิตสื่อที่ในรูปแบบต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้อย่างทั่วถึง ส่วนที่ 3 ในเรื่องแหล่งทุน ทาง สสส. ปรับปรุงแนวทางและหลักการให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงได้สะดวกขึ้นเพื่อนำมาสร้างมาตรการป้องกันโควิด-19 ในพื้นที่


นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการ สวรส. เสนอแนะว่า สงครามนี้เป็นสงครามระยะยาว ถ้าลงแรงกับระยะสั้นมากเกินไปอาจทำให้อ่อนแรงในระยะท้าย และอธิบายว่าผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด19 ร้อยละ 80 จะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก ผู้ที่เสียชีวิตคือผู้สูงอายุ ดังนั้น กลุ่มคนที่ต้องตั้งเป้าการป้องกันมากที่สุด คือ ผู้สูงอายุ เพราะหากผู้สูงอายุป่วยพร้อมกัน การรับมือจะประสบความยากลำบาก


ผลจากการปรึกษาหารือจากหลากหลายองค์กรก่อเกิดเป็นมติร่วมภายใต้ชื่อ ‘รวมพลังพลเมืองตื่นรู้ ช่วยชาติสู้ภัยโควิด-19’ ดังที่กล่าวไว้แต่ต้น เชื่อมร้อยมาตรการของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในแนวราบและแนวตั้ง โดยให้เครือข่ายหน่วยงานส่วนกลางสนับสนุนการขับเคลื่อนของภาคีเครือข่ายและหน่วยงานในพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขและกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยจะทำการสนับสนุน พชอ. ทุกแห่งภายใต้งบประมาณเดิมของ สสส.


นอกจากนี้ ยังจะมีการสร้างทีมวิทยากรพี่เลี้ยงระดับอำเภอโดยการสนับสนุนทางวิชาการและงบประมาณจาก สสส. สปสช. และ สช. เพื่อสนับสนุนการทำงานของ รพ.สต.และ อปท.ใช้เวทีพูดคุยที่เกิดขึ้นสร้างข้อตกลงร่วมของประชาชนหรือธรรมนูญประชาชนสู้ภัยโควิด19 และสนับสนุนให้ทุกตำบล ทุกชุมชนหมู่บ้านสรุปบทเรียนและพัฒนาข้อตกลงร่วมอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ในอนาคต


“ในวิกฤตมักมีโอกาสซุกซ่อนอยู่เสมอ และเราทุกคนล้วนมีบทบาทที่จะแปรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” นพ.ประทีป เน้นย้ำ


การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 เป็นสถานการณ์ที่สังคมไทยไม่เคยเจอ มันอาจเป็นวิกฤต แต่เราทุกคนจะผ่านมันไปได้ และจะแตกดอกออกผลเป็น “พลเมืองตื่นรู้ ชุมชนเข้มแข็ง” ที่มีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป



ความเห็นที่ 1
lookme

ขอบคุณสำหรับข้อมูล slotxo