‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะถกขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ คมส.เห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการสำคัญ 2 ชุด

‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะถกขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ

คมส.เห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการสำคัญ 2 ชุด



รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คมส. ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ 2 ชุด พร้อมรับทราบความคืบหน้าผลการทำงานในอดีต “รมว.สธ.” ย้ำ หน้ากากอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ ระบุ เป้าหมายคุมโควิด จะป่วยกี่คนก็ได้แต่ต้องคัดกรองให้เจอ-รักษาให้หาย  

   

การประกาศคลายล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว ของรัฐบาล นำมาซึ่งความอุ่นใจและถือเป็น “ของขวัญ” ชิ้นสำคัญที่ให้กับประชาชน ในยามที่ยังรู้สึกหวาดวิตกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อสังคมกลับมามีชีวิตชีวา การเดินทางและกิจวัตรประจำวันกลับสู่ความปกติใหม่ (New Normal) การพบปะพูดคุยเพื่อร่วมกันกระทำการในสิ่งที่ดีๆ จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

   

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา สองวันหลังจากมีการผ่อนปรนมาตรการคุมเข้ม ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ได้ประชุมร่วมกันเป็นนัดแรกของปี 2563



นายอนุทิน กล่าวขอบคุณทุกคนที่เสียสละตัวเองมาทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการใช้กลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ หรือแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ฉะนั้น พร้อมสนับสนุนในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลไกและกระบวนการดังกล่าว และย้ำด้วยว่า ทุกคนคงต้องใช้ชีวิตแบบ New Normal ไปจนกว่าจะมีการผลิตวัคซีนสำเร็จ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือ การสวมหน้ากากอนามัย และมองว่าการเดินหน้าไปสู่ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 เป็นศูนย์นั้น คงไม่ใช่เป้าหมาย แต่เราต้องคัดกรองให้ได้มากที่สุด จะเจอผู้ป่วยกี่คนก็ได้แต่ต้องรักษาเขาให้หาย


“โควิดทำให้เราพิสูจน์แล้วว่า รากฐานด้านสาธารณสุขของประเทศไทยดีมาก การเฝ้าระวัง คัดกรอง ให้บริการ รักษา การเข้าถึง การเตรียมพร้อม เราไม่แพ้ประเทศใดแน่นอน จะขาดอยู่ก็คือ เรื่องการศึกษาวิจัย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรประมาณ 4.5 หมื่นล้าน เบื้องต้น ผมได้อนุมัติให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นจำนวนหลายพันล้าน เพื่อเสริมศักยภาพ พัฒนา และสร้างอำนาจการต่อรองให้ประเทศไทย” รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

   

สำหรับวาระสำคัญของการประชุม คมส. ครั้งนี้ มีการพิจารณาแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการ” ที่อยู่ภายใต้ คมส. จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วย 1. คณะอนุกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข มี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ เป็นประธาน และ 2. คณะอนุกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสังคมและสุขภาวะ มี นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ เป็นประธาน



ด้าน นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน จากนั้น ผศ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้นำเสนอถึง “แผนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2563-2564” เพื่อใช้เป็น “เช็คลิสต์” ให้คณะอนุกรรมการฯ ทั้งสองชุดวางแผนการขับเคลื่อนมติ-กลุ่มมติ ต่อไป

   

ส่วนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ต้องดำเนินการในปี 2563-2564 นั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มที่ถูกกำหนดให้รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนฯ ในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 และครั้งที่ 14 (ปี 2563-2564) รวมถึงมติที่เป็น Flagship ขององค์กร และ 2. กลุ่มที่มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง (On-going)

   

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่า คมส. ได้ใช้ “การสานพลังความร่วมมือ” เป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนมติ ประกอบด้วย “DENMarKSII” อันได้แก่ การสร้างตัวอย่าง การหนุนเสริมการทำงาน การสร้างเครือข่าย การสร้างแรงจูงใจ การจัดการความรู้ การสื่อสารสังคม การใช้ระบบข้อมูล และการบูรณาการข้ามหน่วยงาน

   

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 และความคืบหน้าการขับเคลื่อนฯ มติ 11.2 ความรับผิดชอบร่วมทางสังคมเกี่ยวกับอีสปอร์ตต่อสุขภาวะเด็ก รวมถึงการเตรียมความพร้อมจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ในช่วงวันที่ 16 – 18 ธันวาคม ปลายปีนี้ด้วย

   

นางอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ฉายภาพรูปธรรมของกระบวนการมีส่วนร่วมและดอกผลของกระบวนการสมัชชาฯ ผ่านการขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ฯ” ทั้งมิติความร่วมมือระหว่างฆราวาสและคณะสงฆ์ การดำเนินงานภายใต้กรอบธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ อาทิ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลพระสงฆ์ เพื่อการเข้าถึงสิทธิในการรับบริการสุขภาพ การตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ในวัดทุกรูป การอบรมพระคิลานุปัฏฐาก การสนับสนุนให้เกิดวัดส่งเสริมสุขภาพ และวัดร่วมพัฒนาชุมชนคุณธรรม ตามโครงการชุมชนคุณธรรมขับเคลื่อนด้วยพลัง “บวร”