เมื่อ ความยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งที่องค์กรธุรกิจจำเป็น ต้องทำ

สำหรับองค์กรธุรกิจ “กำไร” คือ เป้าหมายอันดับแรกเสมอ เพราะถ้าทำแล้วไม่ได้กำไร ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม นั่นคือเหตุผลหลักองค์กรธุรกิจ จะต้องใช้เวลาที่จะกำหนดแผนยุทศาสตร์ แต่เมื่อกระแสโลกเปลี่ยนไป การตั้งหน้าตั้งตาทำธุรกิจโดยมุ่งหวังเพียง “กำไร” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ เพราะสังคมมีความคาดหวังให้บริษัทหรือองค์กร ต้องคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะหากธุรกิจไม่แคร์สังคมและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจเองก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนเช่นกัน แต่การจะทำให้เรื่องความยั่งยืนเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการที่ธุรกิจมีผลกำไรควบคู่ไปด้วยนั้น เป็นเรื่องท้าทายคนทำธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัท ยังมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง "ความยั่งยืน" ว่าเป็นเรื่องของอนาคต เป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่เร่งด่วน และแน่นอนว่า ยังไม่ใช่เรื่องหลักที่ต้องลงทุน ถ้าเป็นเมื่อก่อนคิดแบบนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะมองว่าความยั่งยืนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงาน CSR ทำแบบผิวเผิน ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีสู่สังคมก็เพียงพอ แต่พอมาวันนี้ ความยั่งยืนกลับไม่ใช่ทางเลือก แต่กลับกลายเป็นสิ่งจำเป็น ที่ทุกองค์กรต้องทำ

 

CP กับเส้นทางการก้าวสู่เป้าหมายความยั่งยืนปี 2030 

เมื่อองค์กรใหญ่ประกาศเป้าหมายที่จะนำพาองค์กรเดินตามแผนความยั่งยืนให้สำเร็จภายในปี 2030 โดยกำหนดผ่านภารกิจหลักสำคัญ 2 ส่วน คือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ และการปั้นองค์กรเป็น Zero Food Waste ในเรื่องนี้นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ตัดสินใจประกาศเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนอย่างเต็มกำลัง โดยได้ระดมสมองผนึกกำลังร่วมกับผู้บริหารภายในเครือกำหนดเป็นนโยบายเป้าหมายความยั่งยืนภายในปี 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการประชุม CPG 2030 Sustainability Strategy Workshop เพื่อให้เป็นเป้าหมายการดำเนินงานของทั้งเครือฯซึ่งทุกกลุ่มธุรกิจ ต้องร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ ไปในทิศทางเดียวกัน

 

เพราะปัญหาโลกร้อน เป็นเรื่องของทุกคน

ขณะที่เรามองการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นปัญหาใหญ่ แต่ผู้นำของเครือเจริญโภคภัณฑ์ มองว่าปัญหาของโลกที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือเรื่องโลกร้อน และมลภาวะในอากาศ ในน้ำ และบนดิน คาดการณ์ว่าในปี 2030 อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียส และในปี 2050 จะสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน เร่งสร้างการตระหนักรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงกำหนดทิศทางและเป้าหมายความยั่งยืนปี 2030 สู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกด้านความยั่งยืน ถือเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ

และนำมาซึ่งความพยายามรักษาและบำบัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่อง “Zero Waste” และ “Zero Carbon” ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญระดับโลก และเป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ปัญหา หากบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ไม่เพียงแต่จะสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่จะทำให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ประเทศชาติและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


 

นาทีนี้ไม่มีคำว่ารอ “เรื่องความยั่งยืน” ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้

เครือซีพีมุ่งมั่นเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง และเริ่มลงมือทำในทันที โดยเพิ่มมิติของความยั่งยืน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ในทุกด้าน ตามวิสัยทัศน์ และค่านิยมองค์กรเครือฯ โดยเฉพาะหลักการ 3 ประโยชน์ คือ การคำนึงถึงประโยชน์ของ ประเทศ สังคม และองค์กร สอดคล้องกับ แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของเครือซีพี ขณะเดียวกัน ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อยถึง 7 กลุ่ม เพื่อหารือ และ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับเป้าหมายความยั่งยืน ของเครือซีพี ซึ่งกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จะต้องนำไปปฏิบัติให้สอดคล้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อครั้งวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย. 2563) ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได่ปล่อยภาพยนตร์สั้นเพื่อรณรงค์ปลุกพลังคนไทยร่วมเปลี่ยนโลก กระตุ้นทุกภาคส่วนร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด

“NO ONE IS TOO SMALL TO MAKE A CHANGE” หรือ “ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้”


 

โดยนำเสนอให้เห็นถึงเรื่องราวของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง กับ ปลาวาฬที่เกยตื้นตายเพราะขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งเป็นภาพจำที่ทุกคนทั่วโลกเห็นและรับรู้ผ่านข่าวสารมาโดยตลอด แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ได้นำจินตนาการของตนเองมาสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยปลาวาฬ ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยหวังจะช่วยไม่ให้ปลาวาฬและสัตว์ทะเลอื่นต้องจบชีวิตลงเช่นนี้อีก

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ จากความคิดและพลังสร้างสรรค์ของเราทุกคน ร่วมกันส่งพลังของคุณออกไป ช่วยกันเปลี่ยนโลกของเราให้ดีขึ้น” 

หากใครถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของธุรกิจทุกวันนี้ “ความยั่งยืน” อาจคือคำตอบที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับช่วงเวลาวิกฤติดังเช่นในขณะนี้มากที่สุด