5 ประเด็นลิเวอร์พูลกระซวกนิวคาสเซิ่ล

ลิเวอร์พูล ยังคงทำผลงานได้อย่างร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดในศึกบ็อกซิ่ง เดย์ พวกเขาเปิดรังแอนฟิลด์ไล่ถล่ม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แบบขาดลอย 4-0 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขายึดตำแหน่งจ่าฝูงอย่างเหนียวแน่น และนำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทีมอันดับ 2 อยู่ 6 คะแนน


  ผลงานของทีมในเกมล่าสุด ต้องยอมรับว่าไม่มีที่ติจริงๆ งานนี้เครดิตคงต้องยกให้กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ที่ปรับหมากให้ทีมเล่นได้เหนือกว่าผู้มาเยือนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และทำให้เขาเก็บชัยชนะเกมที่ 100 ในฐานะนายใหญ่ "หงส์แดง" ได้สำเร็จ   


  สำหรับแมตช์นี้สาวก "เดอะ ค็อป" คงได้เห็นความเฉียบคมในเกมรุก และความเหนียวแน่นในเกมรับของทีมกันแล้ว แต่พวกเขายังมีบททดสอบสำคัญใน 2 เกมต่อไปที่พบ อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฉะนั้นทีมต้องลืมชัยชนะในเกมกับ "สาลิกาดง" เพื่อมีสมาธิกับแมตช์ต่อไปทันที


5. ชากีรี่ ยังคงเจิดจรัสในเกมบุก 

  เพื่อให้ทุกอย่างลงตัวในการส่ง เซอร์ดาน ชากีรี่ ลงเล่นตัวจริง เจอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนระบบการเล่น โดยเขามักจะใช้ระบบ 4-3-3 และ 4-2-3-1 ด้วยการขยับ แข้งเลือดสวิส กับ ซาดิโอ มาเน่ ไปเล่นทางกราบขวา และซ้าย ขณะที่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ยืนอยู่หลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์


  สำหรับการเล่นระบบแบบนี้ทำให้กองกลางของลิเวอร์พูลได้มีโอกาสทำเกมแบบเต็มที่ เพราะพวกเขาจะให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม คอยทำหน้าที่เล่นเกมรับ อย่างไรก็ตามการพบกับทีมอย่าง นิวคาสเซิ่ล ซึ่งแน่นอนว่าต้องเล่นตั้งรับลึก ฉะนั้นนี่เป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยงในการเจาะเข้าทำ


  อย่างไรก็ตาม การมี ชากีรี่ คอยทำเกมแดนกลางทำให้ทีมสามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น โดยจอมทัพร่างตันเต็มไปด้วยพละกำลัง และฉายฟอร์มที่แสนโดดเด่นในแมตช์นี้ เขาสามารถผ่านบอลยาวได้อย่างแม่นยำ หรือบางครั้งวิ่งลงต่ำคอยป่วนเกมรับของ "สาลิกาดง" ซึ่งทำให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ได้มีโอกาสวิ่งทะลุเข้าไปในกรอบเขตโทษ


  ขณะที่ในช่วงจังหวะเล่นลูกตั้งเตะ ชากีรี่ สามารถขู่เกมรับ นิวคาสเซิ่ล ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเตะมุม หรือลูกฟรีคิก แน่นอนว่าจังหวะการปั่นบอลของ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ อันตรายตลอด ที่สำคัญการยิงได้ 6 ประตูในเกมลีกฤดูกาลนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมว่าแข้งวัย 27 ปีเจ๋งมากแค่ไหน 


4. ฟูลแบ็กเติมเกมไม่หยุด

  สำหรับ 11 ตัวจริงของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้สามารถได้รับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ได้ทั้งนั้น แต่หากให้สาวก "เดอะ ค็อป" เลือกงานนี้มีความเป็นไปได้ว่า 2 ฟูลแบ็กของทีมน่าจะได้รับรางวัลนี้จริงๆ


  ทั้ง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ โรเบิร์ตสัน สร้างแอสซิสต์ที่สุดยอดมากๆ พวกเขามีพละกำลังในการขึ้นเติมเกมบุกทั้งสองฝั่งของ "หงส์แดง" แถมยังสามารถวิ่งกลับตำแหน่งเพื่อเล่นเกมรับได้ ก่อนที่จะโดนคู่แข่งจะทำอะไรได้ถนัด การเปิดบอล 19 ครั้งระหว่างทั้งสองคน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงไหนที่ ลิเวอร์พูล เปิดเกมบุกได้มากที่สุด  


  มีหลายครั้งที่จังหวะการเปิดบอลของ "เจ้าหนูเทรนท์" กับ โรเบิร์ตสัน สมควรที่จะได้รับการยกย่องมากๆ รวมไปถึงการวิ่งสลับตำแหน่งเข้าไปในกรอบเขตโทษเป็นองค์ประกอบสำคัญในเกมบุกของ "เดอะ เร้ดส์" ในแมตช์นี้ ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยทำให้ โรเบิร์ตสัน ถึงได้รับเสียงปรบมือกระหึ่มแอนฟิลด์ ตอนที่เขาถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงท้ายเกม 


3. ประตูแรกของ ฟาบินโญ่ 

  ฟาบินโญ่ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเริ่มปรับตัวได้แล้วกับการเล่นเกมพรีเมียร์ลีก โดยตอนนี้เขาช่วยแอสซิสต์ให้ทีมใน 2 แมตช์ล่าสุดที่ได้รับโอกาสลงสนาม ที่สำคัญ ดาวเตะเลือดบราซิเลียน มีชื่อทำประตูแรกให้กับ "หงส์แดง" ได้แล้ว


  สำหรับเกมล่าสุดที่พบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด นั้น คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนเกมด้วยการถอด จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ออกและ ส่ง ฟาบินโญ่ ลงสนามเพื่อสร้างความสดใหม่ในแผงกองกลาง โดยแข้งเจ้าของเสื้อเบอร์ 3 โชว์สายตาที่เฉียบคมด้วยการวิ่งไปอยู่ในตำแหน่งว่าง และโหม่งเบียดเสาเข้าประตูเรียบร้อย ตอนนี้การได้ 2 แอสซิสต์ กับ 1 ประตูจากการลงสนาม 3 เกมหลังสุด ถือว่าไม่เลวสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ 


2. ซาลาห์ มาแล้ว 

  ยอดแข้งชาวอียิปต์ของลิเวอร์พูล เคยโดนตั้งถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นในช่วงต้นฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตามทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ฉะนั้น โม ซาลาห์ ย่อมไม่หวั่นเสียงวิจารณ์ และเขาได้ใช้ผลงานในสนามเป็นการตอบทุกๆ อย่างแทนการพ่นวาจาออกมาให้เมื่อยปาก


  สำหรับตอนนี้ ซาลาห์ ซัดไปแล้ว 6 ประตูจากการลงเล่น 5 เกมหลังสุด และทำได้อีก 3 แอสซิสต์ใน 6 เกมลีกช่วงที่ผ่านมา สำหรับแมตช์กับ "สาลิกาดง" แข้งเลือดมัมมี่ มีโอกาสได้วิ่งทะลุเข้าพื้นที่สุดท้ายได้ตลอด และมีส่วนช่วยให้ทีมได้จุดโทษ แถมยังเป็นคนลุกขึ้นมาจัดการตะบันตาข่ายเองด้วย


  แม้เกมนี้ "บังโม" จะไม่ค่อยมีโอกาสได้ยิงประตูมากนักแต่ก็สร้างความปั่นป่วนให้เกมรับคู่แข่งได้ตลอด 

  สำหรับตอนนี้ ซาลาห์ ถูกจับขึ้นไปทำหน้าที่เป็นหน้าเป้าไปแล้ว และก็ทำได้ดีไม่มีที่ติด้วย แม้ว่าจะไม่ค่อยมีพื้นที่ให้เขาได้โชว์จุดเด่นนั่นก็คือความเร็ว แต่ก็เขาก็ยังแสดงศักยภาพชั้นยอดทั้งคอยคุมเกม และผ่านบอลได้อย่างแม่นยำ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีต่อใจสำหรับแฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" ที่ได้เห็น ซาลาห์ ยิงประตูได้อย่างต่อเนื่องแบบนี้ 


 1. โหดเหี้ยม, ดุดัน, ไร้ความปราณี 

  จากสถิติการครอบเกมกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ในแมตช์นี้ จึงไม่แปลกที่สกอร์จะออกมาอย่างที่หลายๆ คนได้เห็น นั่นแสดงว่า คล็อปป์ มีการเน้นย้ำลูกทีมอย่างชัดเจนว่า เมื่อสร้างโอกาสได้แล้วต้องพยายามจบสกอร์ให้ได้ด้วย เพื่อให้ทีมเก็บชัยชนะให้ได้ชัวร์ๆ


  ลองคิดดูก็แล้วกันตอนที่ ลิเวอร์พูล นำ 2-0 พวกเขาไม่คิดที่จะหันกลับไปเล่นเกมรับเพื่อหวังปิดเกมและคว้า 3 แต้มด้วยสกอร์แค่นี้ โดยเราๆ ท่านๆ คงเห็นชัดเจนว่านักเตะลิเวอร์พูลชุดนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจ และอยากที่จะทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด บอลวันนี้


  นั่นก็คือการเล่นเกมบุก, สร้างโอกาส, ยิงประตู ฉะนั้นแค่สองลูกยังไม่เพียงพอ ต่อมาสามลูกก็ไม่พอ ลิเวอร์พูลยังคงสร้างโอกาสในการยิงประตูได้หลายต่อหลายครั้งในช่วงท้ายเกม และนี่คือสิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกอยากเห็น ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่ต้องเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด


  ฉะนั้นการยิงประตูได้เยอะ และยังรักษาคลีนชีตได้ด้วย ทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล มีผลต่างประตูได้เสียเท่ากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้ว (36 ประตู)


ที่มา : Siamsport