เมื่อครั้งหนึ่ง… เกาหลีเหนือเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก?

จะเป็นอย่างไร เมื่อแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 มาจากตัวแทนฝั่งเอเชีย ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย?

เหนือขึ้นไปบนเส้นขนานที่ 38 เป็นดินแดนของสาธารณประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “เกาหลีเหนือ” ตั้งอยู่ พวกเขาเป็นประเทศที่ดูลึกลับในสายตาชาวโลก ไม่ค่อยมีใครรู้เบื้องลึกของพวกเขามากนัก เป็นเหมือนดินแดนลับแลสำหรับคนภายนอก

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับฟุตบอล พวกเขาก็ทำผลงานได้ไม่เลว เคยไปได้ไกลถึงการคว้าอันดับ 4 เอเชียนคัพในปี 1980 และสามารถคว้าเหรียญทองได้ในฟุตบอลเอเชียนเกมส์ 1978 และเหรียญเงินในปี 1990

แต่มีใครรู้ไหมว่าครั้งหนึ่ง เกาหลีเหนือเคยถึงขนาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว พวกเขาทำได้อย่างไร? ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

ปาฏิหาริย์ที่มิดเดิ้ลสโบรช์

ในช่วงแรกๆของการแข่งขันฟุตบอลโลก เป็นเรื่องยากมากที่ประเทศจากเอเชียที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย เนื่องจากโควต้าที่จำกัดที่ได้เพียงแค่ครึ่งทีมเท่านั้น (ต้องไปเพลย์ออฟ หรือร่วมคัดเลือกกับภูมิภาคอื่น) ทำให้มีเพียงแค่ไม่กี่ทีมที่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในเวทีระดับโลก

 1

แต่เกาหลีเหนือก็สามารถจารึกชื่อเป็นหนึ่งในทีมเหล่านั้น หลังจากถูกเส้นขนานที่ 38 แบ่งประเทศออกเป็น 2 เกาหลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทัพโสมแดง ก็เข้าร่วมวงไพบูลย์ลงเล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในปี 1966 และสามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในการแข่งขันที่อังกฤษ พวกเขาถูกจับฉลากเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่เรียกได้ว่า “กลุ่มแห่งความตาย” เมื่อต้องโคจรมาพบกับ สหภาพโซเวียต แชมป์ยูโร 1960 และรองแชมป์ในปี 1964 อิตาลี แชมป์โลก 2 สมัย (1934, 1938) และ ชิลี อันดับ 3 ฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีก่อนหน้า

หลายฝ่ายคาดว่าทัพโสมแดง น่าจะกลายเป็นทีมแจกแต้มของกลุ่มอย่างแน่นอน พวกเขาคือทีมที่มีอันดับโลกต่ำที่สุดในทัวร์นาเมนต์ และนัดแรกก็เป็นไปตามคาด เมื่อโดนโซเวียตเป็นฝ่ายไล่ถล่มเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด 0-3

นัดที่ 2 พวกเขาเจอกับชิลีที่พ่ายอิตาลีมา 0-2 ในนัดแรก และเพียงครึ่งชั่วโมงแรก ก็กลายเป็นชิลีที่ออกนำไปก่อนจากลูกจุดโทษของรูเบน มาร์กอส เกมทำท่าว่าจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของตัวแทนจากเอเชีย แต่ก่อนหมดเวลา 2 นาที พัค ซึงซิน ก็กลายเป็นฮีโร่ของเกาหลีเหนือ หลังยิงประตูตีเสมอ ที่ถือเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศในฟุตบอลโลก ช่วยให้บ้านเกิดของพวกเขาแบ่งแต้มได้สำเร็จ

แต่นัดสุดท้ายที่อายร์ซั่ม พาร์ค เมืองมิดเดิ้ลสโบรช์ (รังเหย้าเก่าของ เดอะ โบโร่ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม ในปัจจุบัน) เกาหลีเหนือต้องพบกับงานหนัก เมื่อต้องเจอกับอิตาลี ที่กำลังต้องการคะแนนเพื่อเข้ารอบ หลังนัดที่สองปราชัยต่อรัสเซีย และในขณะที่เกมกำลังตึงเครียด ก็กลายเป็นอิตาลี ต้องเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน หลังมีนักเตะบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว (กฎเปลี่ยนตัวในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเพิ่งจะเริ่มใช้ในปี 1970) เกาหลีเหนือใช้โอกาสนั้น ทำประตูออกนำได้สำเร็จ ก่อนที่มันจะกลายเป็นประตูชัยส่งพวกเขาเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายชนิดหักปากกาเซียน

รอบ 8 ทีมสุดท้าย เกาหลีเหนือต้องเจองานหนักอีกครั้ง เมื่อโคจรมาพบกับ โปรตุเกส ที่คว้าชัยมา 3 เกมรวด รวมถึงคว่ำอดีตแชมป์โลก 2 สมัยอย่างบราซิลจนตกรอบแรก แต่กลับกลายเป็นโสมแดงที่เป็นฝ่ายเซอร์ไพรส์ ออกนำไปก่อนถึง 3-0 ใน 25 นาทีแรก

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นเกมก็กลายเป็นของโปรตุเกส และการโชว์ฟอร์มเยี่ยงพระเจ้าของ ยูเซบิโอ ดาวยิงระดับพระกาฬในยุคนั้น ที่จัดการเหมายิง 4 ประตูช่วยให้โปรตุเกส พลิกแซงเอาชนะ เกาหลีเหนืออย่างเหลือเชื่อ 5-3 ในท้ายที่สุด

แม้เกาหลีเหนือ จะจอดป้ายเพียงเท่านี้ แต่พวกเขาก็ได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษตอนเดินทางกลับถึงประเทศ และใช้เวลาเกือบหนึ่งอายุคนกว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง แต่ในอีก 48 ปีต่อมา พวกเขาสามารถเข้าชิงชนะเลิศ และคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ?

ฟุตบอลโลกในรอบเกือบ 50 ปี

เวลาล่วงเลยไปนานถึงกว่า 40 ปี ที่เกาหลีเหนือหายหน้าไปจากเวทีฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย พวกเขาได้แต่เฉียดไปเฉียดมา บางปีก็ถอนตัวไม่เข้าร่วม บางปีก็ไปถึงรอบสุดท้ายของรอบคัดเลือก แต่ก็ไม่สามารถฝ่าด่านจนสามารถคว้าตั๋วได้เสียที

 2

แต่ในปี 2010 การรอคอยอย่างยาวนานของพวกเขาก็จบลง เมื่อทัพโสมแดงได้กลับมาทักทายชาวโลกอีกครั้ง หลังเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 ของรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย กลายเป็นหนึ่งใน 4 ทีมที่ได้ไปโชว์ฝีเท้าที่ดินแดนแอฟริกาใต้ ร่วมกับยอดทีมอย่าง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้

อย่างไรก็ดี พวกเขาต้องอยู่ในกลุ่มสุดหิน เมื่อเพื่อนร่วมกลุ่มคือทีมอย่าง บราซิล, ไอวอรีโคสต์ และ โปรตุเกส ที่เคยสร้างความชอกช้ำมาก่อนเมื่อ 44 ปีก่อน

และเป็นไปตามคาด แม้นัดแรกจะพ่ายต่อบราซิล ด้วยสกอร์ฉิวเฉียด 1-2 แต่หลังจากนั้น เกาหลีเหนือก็กลายเป็นทีมซ้อมเกมบุกให้กับคู่แข่ง หลังโดนโปรตุเกสไล่ถล่มไปอย่างขาดลอย 0-7 และปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มด้วยความพ่ายแพ้ต่อไอวอรี โคสต์ 0-3 ตกรอบแรกไปอย่างไม่มีลุ้น

4 ปีผ่านไป ฟุตบอลโลกเวียนมาจัดผืนแผ่นดินอเมริกาใต้ที่ประเทศบราซิล โดยครั้งนี้ตัวแทนจากเอเชีย ผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้ 4 ทีมเช่นเคย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และอิหร่าน โดยไร้เงาของเกาหลีเหนือ ที่ครั้งนี้ร่วงตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบที่ 3

ครั้งนี้ ทีมจากเอเชีย โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อไม่มีทีมไหนสามารถทะลุผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อกเอาต์ได้เลยแม้แต่ทีมเดียว ก่อนที่ท้ายที่สุดจะกลายเป็น เยอรมันและอาร์เจนตินา ที่กลายเป็นสองทีมสุดท้ายในนัดชิงชนะเลิศ

แต่ก่อนนัดชิงจะเปิดฉากเพียงไม่กี่วัน ได้มีวิดีโอคลิปรายงานข่าวว่า คู่ชิงชนะเลิศ ในฟุตบอลโลก 2014 ครั้งนี้คือ เกาหลีเหนือกับโปรตุเกส (แถมบางแหล่งอ้างว่าเป็นบราซิลอีก) แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่พวกเขาหมดลุ้นไปตั้งแต่รอบคัดเลือก?

เข้าชิงฯ และแชมป์โลก?

ก่อนนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2014 ได้มีกระแสข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อสื่อตะวันตกชื่อดังทั้ง Metro, Bleacher Report หรือ CBC พากันพูดถึงคลิปวิดีโอที่อ้างว่ามาจากสถานีโทรทัศน์ของเกาหลีเหนือ รายงานผลการแข่งขันของทีมโสมแดงในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 3

ภายในวิดีโอระบุว่า เกาหลีเหนือ ผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศได้สำเร็จ หลังจัดการไล่ยำญี่ปุ่น 7-0 ต่อด้วยอัดสหรัฐอเมริกา 4-0 และปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยการเอาชนะจีน 2-0 เข้าไปตัดเชือกกับ โปรตุเกส ได้สำเร็จ 

อีกทั้งในวิดีโอ ยังมีภาพของท่านผู้นำสูงสุด คิม จองอึน กำลังปรบมือด้วยความยินดี บนจอถ่ายทอดสดขนาดยักษ์ โดยมีแฟนบอลที่บราซิลกำลังฉลองกับความสำเร็จของเกาหลีเหนือด้วยความดีใจ

“เรารู้มานานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นคนควบคุมการไหลของข้อมูลของประชาชนของเขา ด้วยช่องโทรทัศน์ที่เอาแต่รายงานข่าวในด้านดีของประเทศ” รายงานของ Metro ระบุ 

“แต่จากรายงานในยูทูบ มีสื่อออกอากาศว่า เกาหลีเหนือกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะคว้ารางวัลใหญ่ของฟุตบอล ทั้งที่อันที่จริงพวกเขาไม่ได้ผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายด้วยซ้ำ”

“รายงานระบุว่าเกาหลีเหนือไล่ถล่มญี่ปุ่น 7-0 ชนะสหรัฐอเมริกา 4-0 และจีน 2-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศกับโปรตุเกส แน่นอนว่านัดชิงชนะเลิศของจริง ที่จะเตะกันในวันอาทิตย์นี้คือเกมระหว่างเยอรมันและอาร์เจนตินา” 

เมื่อข่าวได้เผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสโจมตีโสมแดงมากมาย เนื่องจากเกาหลีเหนือเองก็ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้โฆษณาชวนเชื่อ พวกเขามักจะใช้สถานีโทรทัศน์เป็นช่องทางการเผยแพร่ข่าวสาร ที่ส่งผลในแง่บวกต่อความนิยมในตัวท่านผู้นำ

แถมก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2010 ได้มีวิดีโอจากยูทูป ที่ชื่อว่า “เกาหลีเหนือคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก!” พร้อมแคปชั่น ‘โฆษณาชวนเชื่อของ คิม จอง อิล เกาหลีเหนือ ฟุตบอลโลก เปียงยาง’ ที่ระบุว่า เกาหลีเหนือ เป็นฝ่ายเอาชนะ บราซิล ไปได้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศคว้าแชมป์โลกปี 2010 โดยมีผู้ชมคลิปนี้กว่าแสนครั้ง 

ยิ่งไปกว่านั้น หลังนัดชิงชนะเลิศ ยังได้มีวิดีโอที่มีลักษณะคล้ายกับที่ Metro รายงาน โดยระบุว่า หลังเกาหลีเหนือผ่านรอบแรกไปได้ พวกเขาเอาชนะโปรตุเกส 7-0 ต่อด้วยเฉือนเยอรมัน 2-1 และเอาชนะเกาหลี 3-0 ก่อนจะเข้าไปไล่ถล่มบราซิล 8-1 ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี วิดีโอเหล่านี้เป็นของรัฐบาลเกาหลีเหนือจริงหรือ?

ของปลอมทำเหมือน

หลังคลิปข่าวเกาหลีเหนือคว้าแชมป์ฟุตบอลถูกเผยแพร่ออกไป แน่นอนว่าทุกคนต่างรู้ดีว่ามันคือของปลอม เพราะเกาหลีเหนือไม่เพียงไม่ได้เข้าชิงฯ แต่พวกเขายังไม่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้เลยด้วยซ้ำ

 4

ด้วยเหตุนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่านี่คือการโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือที่ใช้หลอกลวงประชาชน และก่อนที่คนทั้งโลกจะเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น crnprdian ยูสเซอร์คนหนึ่งใน Reddit ชุมชนออนไลน์ชื่อดังก็ออกมาเบรกความคิดดังกล่าว โดยบอกว่าวิดีโอนี้คือของปลอมที่ทำมาล้อเลียนเกาหลีเหนือ

crnprdian ระบุว่าเสียงของโฆษกหญิงในวิดีโอกับการขยับปากไม่ได้สัมพันธ์กัน อีกทั้งการพากย์เสียงทับก็ไม่ใช่สำเนียงท้องถิ่นของเกาหลีเหนืออีกด้วย

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมต้องอธิบายเรื่องนี้ แต่สำหรับคนที่โดนหลอกง่าย นี่คือของปลอม คนที่พากย์วิดีโอนี้ พูดไม่ได้ตรงกับสำเนียงท้องถิ่นเลย แถมยังแปลไม่ตรงกับปากที่พูดอีก จะบอกว่า พวกเขาทำ ‘ซับนรก’ ขึ้นมาเองก็ได้ และอีกอย่าง คำว่า ‘Hwaiting’ ก็เป็นคำที่ไม่ควรใช้ เพราะนั่นคือวลีที่ใช้เฉพาะในเกาหลีใต้” crnprdian กล่าวในกระทู้ข่าวเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นว่าประเทศของพวกเขาคว้าชัยในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2014

“โอเค มันอาจจะยากไปสำหรับคนที่ไม่ได้พูดเกาหลี เกาหลีเหนือ ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกผ่านช่องโทรทัศน์ของทางการและพวกเขาก็ได้รายงานว่าทีมชาติของพวกเขาไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก”

“ทีมชาติเกาหลีเหนือ มีการเดิมพันที่สูงในการแข่งขันระดับเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพบกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ สื่อของทางการจึงมักจะรายงานผลงานของทีมอยู่เสมอ และความนิยมของฟุตบอลในหมู่ประชาชนก็มีสูงมาก พวกเขาเพิ่งสร้าง โรงเรียนสอนฟุตบอลนานาชาติที่กรุงเปียงยาง”

“แม้ว่าพวกเขาจะโกหกอะไรมากมายในเรื่องอื่น แต่เกาหลีเหนือไม่ใช่คนแปลกหน้าหากพูดถึงฟุตบอล”

 5

Yahoo! Sports ก็เป็นอีกสื่อหนึ่งที่ออกมายืนยันในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า ฟุตเทจส่วนใหญ่จากคลิปวิดีโอนี้ นำมาจากข่าวการถ่ายทอดสัญญาณภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ในเกาหลีเหนือ ที่อาจต้องดีเลย์ถึง 24-35 ชั่วโมง

แม้ไม่รู้ว่าที่มาของคลิปนี้มาจากไหน หรือใครเป็นคนทำด้วยจุดประสงค์อะไร ล้อเล่นหรือดิสเครดิตทัพโสมแดง แต่ที่แน่ๆ มันหลอกคนไปได้เกือบทั้งโลก

ว่าแต่จริงๆแล้ว เกาหลีเหนือใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชนหรือเปล่า?

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

>> ชนชั้นใดถึงเป็นนักกีฬาเกาหลีเหนือได้? แพ้แล้ว… ต้องไปขุดเหมืองจริงหรือ? >> ชาวเกาหลีเหนือออกจากประเทศไม่ได้ แต่เหตุใดฟุตบอลโลก 2010 กองเชียร์มาเพียบ?

โฆษณาชวนเชื่อมีอยู่จริง  

แม้ว่าวิดีโอเกาหลีเหนือคว้าแชมป์โลก จะเป็นของที่ทำขึ้นและไม่ได้มาจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่พวกเขาก็มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อ ทำให้ประชาชนเชื่อว่าพวกเขาเป็นเลิศในกีฬาทุกด้าน ผ่านภาพวาด ที่คาดกันว่าวาดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 2000s

 6

จากรายงานของสื่อชื่อดังทั้ง The Mirror และ The Express เมื่อปี 2017 ได้มีการค้นพบภาพวาด ที่แสดงให้เห็นความสำเร็จทางด้านกีฬาของเกาหลีเหนือในด้านต่างๆ ทั้ง มวยสากล กรีฑา มวยปล้ำ รวมไปถึงเกมกระดาน

หนึ่งในนั้นคือภาพของนักฟุตบอลเกาหลีเหนือ กำลังร้องไห้ด้วยความดีใจ ราวกับคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ก่อนที่ภาพต่อมา จะเป็นภาพของนักเตะกำลังชูถ้วยขึ้นเหนือหัว โดยมีเหรียญคล้องคออยู่ 

“นี่คืองานศิลป์สำหรับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างอุกอาจของเกาหลีเหนือ ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศคือสุดยอดในด้านกีฬาของโลก ด้วยการคว้าแชมป์ทุกอย่างตั้งแต่ฟุตบอลไปจนถึงมวย” Daily Express ระบุ 

 7

สิ่งนี้คือหลักฐานว่า แม้วิดีโอข้างต้นจะเป็นของปลอม แต่เกาหลีเหนือ ก็เคยพยายามบอกประชาชนว่า พวกเขาคือเจ้าการแข่งขันกีฬาของโลกในทุกประเภท รวมไปถึงฟุตบอล แม้ว่าความเป็นจริง พวกเขาจะเคยลงแข่งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแค่เพียงสองครั้งก็ตาม

ราวกับว่ามันเป็นโลกคู่ขนาน ที่คนภายนอกไม่มีโอกาสได้สัมผัส และไม่มีวันเข้าถึงความรู้สึกภาคภูมิใจเหล่านี้


ที่มา https://www.sanook.com/sport/888291/