VSCO สตาร์ทอัพ 500 ล้านเหรียญ ที่ต้องการเป็นมากกว่าแอพฯแต่งภาพ

ในปี 2013 Joel Flory และ Greg Lutze สองผู้ก่อตั้ง แอพพลิเคชั่น VSCO นั่งลงเพื่อทานมื้อค่ำที่ Park Tavern ร้านบิสโทรหรูแห่งหนึ่งใน San Francisco กับ Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram

ราว 1 ปีก่อนหน้านั้น Flory และ Lutze ได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นแต่งภาพ VSCO ซึ่งในขณะที่พวกเขาทั้งสามคนมาพบกันนั้น มีภาพมากกว่า 2 ล้านภาพที่โพสต์บน Instagram พร้อมติดแฮชแท็ก #vscocam ซึ่งหมายถึงภาพที่ผู้ใช้ได้ตกแต่งผ่าน แอพพลิเคชั่น VSCO จากนั้นก็โพสต์ไปที่แอพฯที่ Systrom เป็นผู้ก่อตั้ง แม้ว่า Instagram จะเป็นแอพฯที่มีเครื่องมือแต่งภาพอยู่แล้วก็ตาม

Systrom รู้สึกประทับใจและมีแนวคิดที่จะซื้อ VSCO แต่ทั้งสามคนก็คุยกันไปไม่ถึงเรื่องราคา ที่ขณะนั้นแอพฯนี้อาจไม่สามารถเรียกราคาถึง 8 หลักได้ เมื่อ Flory และ Lutze รู้สึกได้ว่า Systrom เหมือนจะไม่ได้ทำให้โปรดักต์ของเขาเป็นแอพพลิเคชั่นเเดี่ยวๆ แต่จะแทนที่เทคโนโลยีนี้ลงใน Instagram แทน

“สำหรับ VSCO เรามีภารกิจและวิสัยทัศน์มากกว่านั้น” Flory ที่ขณะนี้อายุ 39 ปีกล่าว และว่า “วิสัยทัศน์ของเราคือเป็นมากกว่าเครื่องมือ”

6 ปีต่อมา กว่า 200 ล้านโพสต์บน Instagram นั้นมีแฮชแท็ก #vscocam ติดอยู่ด้วย รายได้ของ VSCO เพิ่มขึ้นแบบทะลุปรอท โดยปีที่ผ่านมามีรายได้เพิ่มขึ้น 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

สตาร์ทอัพจาก Oakland รายนี้เคยระดมทุนมาแล้ว 90 ล้านเหรียญ จากนักลงทุนอย่าง Accel, Glynn Capital และอีกหลายราย และขณะนี้พวกเขากลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่า 550 ล้านเหรียญไปแล้ว โดย Flory ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ส่วน Lutze นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งทั้งคู่ถือหุ้นบริษัทอยู่คนละ 21% หรือประมาณ 115 ล้านเหรียญ

VSCO ให้บริการครั้งแรกบนโทรศัพท์มือถือในปี 2012 ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดทั้งในระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ไปแล้ว 150 ล้านครั้ง ก่อนจะเปิดตัวรูปแบบสมัครสมาชิกในปี 2017 ซึ่งมีผู้ใช้บริการแบบเสียเงินแล้ว 2 ล้านราย และส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 25 ปี

ทั้งนี้ ค่าบริการของแอพพลิเคชั่นนี้อยู่ที่ 19.99 เหรียญ/ปี ซึ่งสมาชิกจะได้รับฟิลเตอร์แต่งภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 130 ฟิลเตอร์, สามารถตัดแต่งวิดีโอและไฟล์ประเภท GIF ได้ เป็นต้น “ในตอนแรกพวกเขาเชื่อมากๆ ว่าไม่มีเหตุผลใดที่คนต้องซื้อกล้อง เพราะมือถือก็สามารถสร้างรูปภาพที่ดีได้ และนี่จะเป็นอุปกรณ์ที่คนเจเนอเรชั่นถัดไปใช้” Ryan Sweeney หุ้นส่วนจาก Accel กล่าว และว่า “หากคุณย้อนไปเมื่อ 5-7 ปีก่อน ความเชื่อนี้อาจดูไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่”

ธุรกิจของ Flory และ Lutze ประสบความสำเร็จระดับกลาง โดยผู้ใช้งานหลักๆ มาจากกลุ่มวัยรุ่นผู้ใช้ Snapchat และผู้ใช้ Instagram แต่ VSCO สามารถเป็นได้มากกว่านี้หรือไม่? Flory และ Lutze กำลังพยายามอย่างยิ่งเพื่อผลลัพธ์ของ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในการเข้ามาเล่นในช่องทางรายได้ใหม่ และออกฟีเจอร์ใหม่ๆ

Greg Lutze และ Joel Flory ที่สำนักงานใหญ่สุดชิคของ VSCO ใน Oakland

แต่เดิม Lutze และ Flory ตั้งใจว่าจะสร้างโปรดักต์สำหรับครีเอทีฟมืออาชีพเช่นพวกเขา โดยในปี 2006 Flory ที่เป็นช่างถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ใน Bay Area ได้เดินทางไปพบกับ Lutze ที่ Seattle หลังได้เห็นผลงานการออกแบบเว็บไซต์วงอีโม–พังค์อย่าง Jimmy Eat World ของ Lutze (ซึ่งทั้งคู่เป็นแฟนวงนี้) และจ้างเขามาออกแบบเว็บไซต์ให้พ่อของตนที่ทำธุรกิจก่อสร้าง

4 ปีต่อมา Flory ว่าจ้าง Lutze อีกครั้งเพื่อให้ออกแบบเว็บไซต์ถ่ายภาพแต่งงานซึ่งเป็นธุรกิจของ Flory และภรรยา ในไม่ช้า พวกเขาก็เริ่มระดมสมองสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ

“ผมทิ้งระเบิดไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ให้เขาทุกสัปดาห์ ซึ่งผมคิดว่าผมอาจสร้างความรำคาญให้กับเขา” Flory ระบุ “เราต้องการทำบางสิ่งที่สัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์ …และเป็นสิ่งที่มีค่าพอที่คนจะยินดีจ่าย”

พวกเขาจึงก่อตั้งบริษัท Visual Supply ขึ้นในเดือนมีนาคม 2011 และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน พวกเขาเปิดเว็บไซต์อย่างง่ายเพื่อขายฟิลเตอร์สำหรับใช้บน Adobe Lightroom และ Photoshop โดยฟิลเตอร์แต่ละแพ็คมีราคา 119 เหรียญ ซึ่งเป็นฟิลเตอร์ที่ช่วยลดเวลาการแต่งภาพได้อย่างมาก และมีประโยชน์สำหรับมืออาชีพอย่างช่างภาพงานแต่งงานที่ในแต่ละครั้งต้องแต่งภาพหลายร้อยภาพให้ลูกค้า โดยหลังจากเปิดตัวบนออนไลน์เพียง 48 ชั่วโมง พวกเขาสามารถทำเงินได้ถึงเกือบ 2.5 แสนเหรียญ

Flory และ Lutze เปิดตัวแอพพลิเคชั่นราคา 99 เซนต์ ที่สามารถใช้ได้บน iPhone ในเดือนเมษายนปีถัดมา เพื่อใช้โปรโมทโปรดักต์สำหรับเดสก์ท็อป แต่หลังจาก VSCO Cam มียอดดาวน์โหลดถึง 1 ล้านครั้งภายในสัปดาห์แรก พวกเขาก็หยุดทำงานเพื่อโปรดักต์บนเดสก์ท็อป และหันมาโฟกัสผลิตภัณฑ์บนมือถือแทน

หนึ่งปีหลังจากนั้น VSCO Cam ก็ปล่อยให้ดาวน์โหลดบนระบบปฏิบัติการ Android และให้ดาวน์โหลดฟรี แต่มีฟีเจอร์ที่ต้องเสียเงินอยู่ในแอพฯ โดยฟิลเตอร์มีราคาตั้งแต่แพ็คละ 99 เซนต์ – 20 เหรียญ จากนั้นไม่นานพวกเขาก็เปิดตัวฟีเจอร์ VSCO Grid ซึ่งเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กในแอพฯ ที่ผู้ใช้สามารถติดตามคนอื่นๆ ได้ แต่ไม่สามารถวัดความนิยมอย่างจำนวนผู้ติดตาม หรืออนุญาตให้คอมเมนต์ในโพสต์ได้

“เราแค่ต้องการให้แอพฯ เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของผู้คน, โชว์ผลงานการแต่งภาพของตัวเอง และลองทำในสิ่งที่ปกติพวกเขาทำไม่ได้” Lutze ในวัย 40 กล่าว “ภารกิจของเราคือช่วยให้ทุกคนตกหลุมรักกับความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง”

ระดมทุน-ขยายธุรกิจ

รายได้จากแอพฯ นั้นเพียงพอสำหรับการพัฒนา แอพพลิเคชั่น VSCO ใน 3 ปีแรก ขณะที่ Flory ยังสับสนเกี่ยวกับการเพิ่มทุนจากภายนอก และปฏิเสธการไปพบนักลงทุนหลายรายที่ให้ความสนใจเข้ามา เว้นแต่การเดินทางไป Prizefighter บาร์ใกล้สำนักงานของ VSCO ใน Emeryville, California ในปี 2014 เพื่อพบกับ Vas Natarajan จาก Accel และหลังจากนั้น Accel ก็กลายเป็นนักลงทุนหลักในการระดมทุนรอบซีรีส์ A ที่สามารถระดมทุนไปได้ 40 ล้านเหรียญ

“ผู้คนจำนวนมากใช้ VSCO เพื่อสร้างคอนเทนต์, แชร์คอนเทนต์ และมีส่วนร่วมในชุมชนที่ได้แสดงถึงอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของตัวเอง” Natarajan กล่าว “คุณสามารถใช้ฟิลเตอร์ซ้ำๆ กันได้ แต่คุณไม่สามารถคัดลอกเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลได้”

เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาทำให้กิจการของ Flory และ Lutze ขยายตัวอย่างรวดเร็ว พวกเขาเพิ่มจำนวนพนักงานขึ้นสองเท่าเป็น 100 คน และอัพเกรดสำนักงานใหญ่ใน Oakland สู่ออฟฟิศพื้นที่ 24,000 ตารางฟุต พวกเขายังเปิดสำนักงานใหญ่และ “สตูดิโอแบบเปิด” ใน New York ซึ่งมีอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพให้ใช้งานฟรีสำหรับงานที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์

ในปี 2015 พวกเขาระดมทุนได้อีก 35 ล้านเหรียญ และเข้าซื้อกิจการของ 2 บริษัท คือ Moving Sciences ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านภาพ และ Artifact Uprising เว็บไซต์สำหรับสร้างและสั่งซื้อรูปภาพและอัลบั้มภาพ

การจ่ายเงินครั้งนั้นทำให้พวกเขานำเทคโนโลยีของ Moving Sciences มาใช้ในการแนะนำภาพ, การจัดประเภทรูปภาพตามคุณสมบัติ เช่น ใช้อารมณ์ของภาพเป็นตัวจัดประเภท เป็นต้น ขณะที่ในปัจจุบัน สำนักงานใหญ่ของ VSCO ที่ Oakland ก็ได้เปิดสตูดิโอและอาร์ตแกลเลอรี่ โดยปิดสำนักงานใน New York ไปในปี 2016 และเปิดโอกาสให้พนักงานส่วนใหญ่ย้ายมาทำงานที่ Oakland แทน ซึ่งมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยอมรับข้อเสนอนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ VSCO ได้เพิ่มฟิลเตอร์ Kodak Film คลาสสิก 2 ตัว ตอบโจทย์คนที่ได้อยากได้ภาพถ่ายสไตล์เรโทร

ปีถัดมา พวกเขาก็ขาย Artifact Uprising ให้กับเจ้าของเดิม โดย Artifact Uprising เป็นบริการที่พวกเขาซื้อมาเพราะหวังว่าจะทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนภาพบน VSCO ไปเป็นอัลบั้มภาพจริงๆ ได้

หลังจากช่วงเวลา 1 ปีที่พบแต่การตัดสินใจที่ยากลำบาก VSCO ยังได้รับความนิยมอย่างมาก และเริ่มมีรายได้มากขึ้น เนื่องจาก Apple และ Google เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่อสมาชิก โดยทั้ง Apple และ Google ได้ลดค่าธรรมเนียมในทุกๆ ธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนแอพฯ ต่างๆ ลงครึ่งหนึ่ง (จาก 30% เหลือ 15%) โดยเจ้าของแอพฯ จะได้สิทธิ์นี้ก็ต่อเมื่อเป็นสมาชิกมาแล้ว 1 ปี ส่งผลให้ในสิ้นปี 2017 VSCO มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20.8 ล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

มุ่งโฟกัสสร้างประสบการณ์ที่ดีให้สมาชิก

ถึงแม้ VSCO ยังไม่เคยใส่โฆษณาแบบเดิมๆ ลงใน photo stream และไม่มีแผนที่จะทำด้วย แต่ก็มีการร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรบ้าง เช่น การเปิดตัวฟิลเตอร์ Wes Anderson เพื่อใช้ในการโปรโมทภาพยนตร์ Isle of Dogs อย่างไรก็ตาม โปรแกรมอย่าง VSCO Connect ที่ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ อย่าง Nike และ PowerBar ค้นหาช่างภาพให้เช่าบน VSCO ได้กลายเป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพรายนี้ให้ความสำคัญน้อย

“ตอนนี้ทั้งบริษัท ทุกคน ต่างก็โฟกัสไปที่ประสบการณ์ของสมาชิก และพยายามที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้คนที่ยินดีเป็นสมาชิกเรา” Flory กล่าว

Flory และ Lutze ยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความตั้งใจขายบริษัท แม้มีความสนใจจากผู้ที่มีศักยภาพหลายราย แต่อาจมีบางครั้งที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องการฝังเทคโนโลยีของ VSCO ไว้ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ซึ่ง VSCO เข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรด้วย (VSCO ได้ปรับแต่งเทคโนโลยีของตนเพื่ออุปกรณ์บางอย่างโดยเฉพาะ โดยมีการร่วมมือกับ Samsung เพื่อให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของแบรนด์นี้ใช้งานฟิลเตอร์พิเศษได้) หรือในบางครั้งก็ไปร่วมกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์บนเดสก์ท็อปที่ต้องการขยายจำนวนผู้ใช้งานไปสู่กลุ่มผู้ใช้มือถือหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ด้วยการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น VSCO

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าสไตล์การแต่งภาพของ VSCO นั้นเป็นงานศิลปะที่เข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม นั่นหมายถึงความท้าทายของบริษัทจึงอยู่ที่การรักษาฐานลูกค้าเหล่านี้ไว้ เพราะในตลาดที่อิ่มตัวมากแบบนี้ ก็มีคู่แข่งที่ได้รับการสนับสนุนดี

อย่างเช่น Lightricks ซึ่งเป็นนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่รู้จักกันดีอย่าง Facetune ที่มีฟีเจอร์ที่ทำให้ฟันขาว ผิวสวยเรียบเนียน โดยมี Sequoia นักลงทุนที่สนับสนุนสตาร์ทอัพอย่าง PicsArt ให้การสนับสนุนอยู่ แต่พาร์ทเนอร์จาก Accel อย่าง Sweeney นั้นมองโลกในแง่ดี “พวกนั้นไม่มีกิมมิกอย่างที่ VSCO ทำ”

เรื่องสำคัญสูงสุดของ VSCO ในตอนนี้คือการขยายคอนเทนต์ของสมาชิกและเครื่องมือแต่งภาพต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงการขยายระบบ tutorial และระบบแนะนำฟิลเตอร์อัตโนมัติ ขณะเดียวกัน เพื่อเข้าถึงผู้คนมากขึ้น VSCO ยังเป็นเจ้าภาพการจัดเวิร์คช็อปถ่ายภาพใน New York, Oakland, Tokyo และ London

นอกจากนี้ Flory และ Lutze ยังครุ่นคิดหาวิธีการที่จะเพิ่มงานกราฟิกดีไซน์และภาพประกอบต่างๆ ลงในแอพฯ เนื่องจาก Lutze พบว่าผู้ใช้ VSCO โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ไม่ต้องการเป็นเพียงคนถ่ายภาพ “เราต้องการช่วยให้พวกเขาสร้างและทำผลงานได้ทุกอย่าง”

อ่านเพิ่มเติม

ที่มา

แปลและเรียบเรียงโดย กนกวรรณ มากเมฆ / Online Content Creator


https://forbesthailand.com/news/it/แอพพลิเคชั่น-vsco.html