แล้ว EEC จะไปในทิศทางใด?


EEC ทำเป็นเล่นไปจะพังก็เพราะ “อนุทิน” Conflict of Interest บี้ไฮสปีดเทรน เปลี่ยนนโยบายไป-มาเมกะโปรดจกต์ ทำลายความเชื่อถือประเทศ แถมยังดิสเครดิตผลงานสร้างมากับมือของ “ลุงตู่” ที่วาดหวังจะให้เป็น “หัวใจ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจซะงั้น

“เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีสาธารณสุข ช่วงนี้ Top From หลายเรื่อง ทั้งกัญชา และ แบนสารพิษ แต่ในความเป็น “พ่อค้า” ที่มี “Conflict of Interest” ก็กำลังถูกพูดถึงไม่แพ้กัน

ความที่ว่า ภูมิใจไทย ได้เค้กมาคุมคมนาคม และ มีเมกะโปรเจกต์ในการดูแลเกือบสองล้านล้าน “เสี่ยหนู” จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ งานนี้จะผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ นโยบายนี้จะเพื่อ “ส่วนรวม” หรือ “ส่วนตัว” เวลานี้มันเริ่มมีคำถามมาเรื่อยๆ

จะไม่ให้ถูกตั้งคำถามได้อย่างไร อย่างเอกชนเขามีกฎกติกาเวลาประชุมบอร์ดบริหาร อะไรที่เกี่ยวข้องกับกรรมการยังต้องลุกออกจากห้อง แต่ อนุทิน กับ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลูกพรรคของอนุทิน นอกจากจะไม่ลุกแล้วยังยกมือขอ “อำนาจ” เพื่อจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง ทบทวน จะขอมากำกับคู่แข่งเอง

ต้องไม่ลืมว่า อนุทิน และครอบครัวชาญวีรกูล นั้นเป็นเจ้าของ ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ เมื่อไปไล่บี้ “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ที่กลุ่ม CPH ชนะประมูลแบบนู้นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ให้ คนก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า นี่เป็น “สมการอำมหิต” ที่คิดจะกินรวบคนเดียวหรือไม่ ก็เพราะ CPH เป็นกิจการร่วมค้าที่มีทั้ง ช.การช่าง และ อิตาเลียนไทย

แบล็กลิสต์ 2 รายนี้ได้ ซิโน-ไทยและพันธมิตรก็ไร้คู่แข่ง เบาตัว รัฐบาลเปิดประมูลเมกะโปรเจกต์ไหนจะได้อีกหลายๆเด้ง เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกที่อนุทิน ก็พูดดังๆ ว่า ต้องทบทวน ไม่เอา PPP ทั้งที่มีกฎหมายรองรับ แต่ตั้งใจมาแล้วจะ “แยกสัญญา” ซอยงานออกมา บอกว่า PPP เป็นเรื่องของรัฐบาลคสช. เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา คมนาคม ต้องทบทวน และ พิจารณาใหม่ได้ เอาความเห็นส่วนตัวไปล้มล้างมติบอร์ด PPP ที่กลั่นกรองมาจากหลายชั้น หลายขั้นตอน

ที่ฟังแล้วทะแม่งๆ คือ เหตุผลที่ว่า เศรษฐกิจแบบนี้ต้องแยกสัญญา จะได้กระจายรายได้ ไปทั่วๆ เดี๋ยวคอยดูคงจะมีคนแซว เพื่ออะไร กระจายเข้ากระเป๋าใคร?

ทั้งเรื่อง ไฮสปีดเทรน และ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก มีคนบอกว่า งานนี้ อนุทิน - ศักดิ์สยาม ทั้งสองคน ถ้าจะไม่ให้เกียรติ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่นั่งเป็นประธาน PPP แทน นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่เป็นไร แต่ควรตระหนัก ว่า การเปลี่ยนนโยบายรัฐ พลิกไปพลิกมา คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย!

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ถือ เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ไม่ต้องพูดถึง อีอีซี นั้นเป็นผลงานโบแดงที่จับต้องได้ของรัฐบาลคสช.ภายใต้การนำของ ลุงตู่

เครดิตนี้ต้องบอกว่า ทีมเศรษฐกิจที่มีรองนายกฯสมคิด ณ เวลานั้นปั้นขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เพราะโจทย์ยาก ต้องดึงความเชื่อมั่น และ ความน่าเชื่อให้ประเทศกลับคืนมา เมื่อทำให้เกิดขึ้นได้ก็ต้องวาดหวังกันเอาไว้สูง

“อีอีซี” พอมาถึงปัจจุบัน มีการลงทุนจากเอกชน โดยเฉพาะทุนที่หนีสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐมาใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นเข้ามาจำนวนมาก ไม่นับรวม การพัฒนาเมืองสนามบินอู่ตะเภา โครงการท่าเรือ และ อื่นๆอีกมากที่จะเป็น “หัวใจ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ถ้าไฮสปีดเทรนมีปัญหา อนุทิน ทำออกมามีข้อครหาเคลือบแคลงสงสัยกันอย่างที่ว่ามา ย่อมกระทบไปถึงอีอีซีอย่างเลี่ยงไม่พ้น กระทบไปถึงความเชื่อมั่น และ ความน่าเชื่อถือของประเทศที่มี

ในสายตาของนักลงทุนตอนนี้เขาก็เริ่มมอง เริ่มคิดกันแล้วว่า โครงสร้างพื้นฐาน อีอีซี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม3 สนามบินจะไปจบลงตรงไหน

การเมืองที่มัวแต่ "เคาะกะลา" พยายามจับ "ยาพิษ" กรอกปากกลุ่มคู่แข่งอยู่ตอนนี้ อย่าทำเป็นเล่นไป ระวัง อีอีซี ทั้งหมดทั้งมวลจะพังลงก็เพราะอนุทิน!

** "เพื่อไทย" ยังวุ่นไม่จบเมื่อ "สมพงษ์" ในฐานะหัวหน้าพรรค ออกมาหัก "หญิงหน่อย" ประธานยุทธศาสตร์พรรค เรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

หลังจาก "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" แกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคที่ถือได้ว่าเป็นขวัญใจของ"คนรุ่นใหม่" ออกมาประกาศตัดเยื่อใยจากพรรคเพื่อไทย จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ในนาม "อิสระ" ก็ทำเอาภายในพรรคเพื่อไทย สับสนวุ่นวายกันพอประมาณ เพราะก่อนหน้านี้ เป็นที่คาดหมายกันว่า "ชัชชาติ" ชายผู้แกร่งที่สุดในปฐพี จะลงสมัครในามพรรค... แต่กระแสของพรรคเพื่อไทยในยามนี้ อยู่ในสภาพ "ปลุกไม่ขึ้น" อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองโดยรวม ที่พรรคต้องเป็นฝ่ายค้าน และไม่มีบทบาทโดดเด่นอะไรในช่วงนี้ หากยังลงสมัครในนามพรรคโอกาสที่จะไปถึงฝันคงยาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยก็ต้องบคิดหนัก เพราะหากไม่ส่งผู้สมัครแล้วไปสนันสนุน "ชัชชาติ" ก็ไม่มีความเชื่อมั่นว่า หลังเลือกตั้งหากได้เป็นผู้ว่าฯกทม.แล้วชัชชาติ จะไม่เป็นอื่น... โดยเฉพาะบรรดาส.ก.- ส.ข. ของพรรค จะอยู่กันอย่างไร ฐานเสียงของพรรคในกรุงเทพฯใครจะดูแล กระเทือนไปถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ในอนาคตของพรรคอีกด้วย

ว่าแล้ว "วิชาญ มีนชัยนันท์" รองหัวหน้าพรรค ในฐานะประธานภาคกทม. ก็ได้เรียกประชุมสมาชิกภาคกทม. ที่มีทั้ง ส.ส. ผู้สมัครส.ส. ส.ก. ผู้สมัคร สก.- ส.ข. มาประชุมกันเมื่อ วานนี้ (8 ต.ค.) แล้วที่ประชุมก็มีมติออกมาว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อที่จะสามารถนำเสนอนโยบาย และอุดมการณ์ของพรรค ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และปากท้องของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มติของภาค กทม. ที่ออกมานี้ก็ได้รับการขานรับจาก "คุณหญิงหน่อย" สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคทันที ว่าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อเฟ้นหาตัวบุคคลลงสมัคร พร้อมกับหารือในบรรดาพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยเพื่อขอรับการสนับสนุน

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ระหว่าง "คุณหญิงหน่อย" กับ "ชัชชาติ" นั้นเป็น "คู่เกาเหลาแบบซึมลึก" มาตั้งแต่เมื่อครั้งเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ... เพราะ"คุณหญิงหน่อย" ได้รับการวางตัวให้เป็น หมายเลข 1 ในตำแหน่งว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ส่วน "ชัชชาติ" ต้องกล้ำกลืน ยอมรับสภาพเป็น เบอร์ 2 ทั้งๆ ที่กระแสของคนรุ่นใหม่นั้น เอนเอียงไปทาง"ชัชชาติ"มากกว่า...

แล้วเมื่อ "ชัชชาติ" จะไปลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามอิสระ เช่นนี้ มีหรือที่ "หญิงหน่อย" จะปล่อยให้มาโกยคะแนนที่เป็นฐานเสียงของพรรคไปอย่างสบายๆ...ข่าวจึงออกมาว่า พรรคเพื่อไทยมีมติส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ส่วนตัวบุคลลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ยังต้องอุบไว้ก่อน เพราะขณะนี้ ก็ยังไม่รู้ว่้าจะมีการเลือกตั้งกันเมื่อไร ... เอาไว้มีการประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนก่อน ค่อยเปิดตัวผู้สมัครก็ยังไม่สาย

เมื่อข่าวนี้ถูกนำเสนอผ่านสื่อ "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" หัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริง ก็ถึงกับเต้นผาง มองว่าเรื่องมันข้ามหน้า ข้ามตา ข้ามหัว กันไปได้อย่างไร ...จึงออกมาแถลงในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า .. การที่มี ส.ส.กทม. บางคน ได้ให้ข่าวว่าพรรคเพื่อไทยมีมติ จะส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. นั้น ขอชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทย ยังไม่เคยมีมติในเรื่องการจะส่งผู้สมัคร ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ข่าวที่ออกมาไม่มีมูลความจริง มีแต่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น ส่วนพรรคจะส่งผู้สมัครหรือไม่ ต้องรอจนกว่าจะมีการประชุมพรรคเสียก่อน จึงจะมีความชัดเจน

ภาพที่ออกมาของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ จึงเห็นได้ชัดว่า มีการอยู่กับแบบ แบ่งก๊ก แบ่งก๊วน ไร้ความเป็นเอกภาพ และหัวหน้าพรรคไปทาง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไปทาง ...และดูเหมือนว่าใครไ ก็ไม่เอา"หญิงหน่อย"

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์